|
ผลของการแทรกแซงทางจิตวิทยาร่วมกับการให้คำแนะนำโดยเภสัชกรต่อความรู้และการแจ้งประวัติการแพ้ยาด้วยตนเองของผู้ป่วย |
|---|---|
| รหัสดีโอไอ | |
| Creator | ภัคพิชา วิมล |
| Title | ผลของการแทรกแซงทางจิตวิทยาร่วมกับการให้คำแนะนำโดยเภสัชกรต่อความรู้และการแจ้งประวัติการแพ้ยาด้วยตนเองของผู้ป่วย |
| Publisher | คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ |
| Publication Year | 2557 |
| Journal Title | วารสารเภสัชกรรมไทย |
| Journal Vol. | 6 |
| Journal No. | 1 |
| Page no. | 3 |
| Keyword | การแพ้ยาซ้ำ, สื่อวีดิทัศน์, การแจ้งประวัติแพ้ยา, การให้ความรู้, การแทรกแซงทางจิตวิทยา |
| ISSN | 1906-5574 |
| Abstract | วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาผลของการแทรกแซงทางจิตวิทยาร่วมกับการให้คำแนะนำโดยเภสัชกรต่อความรู้และการแจ้งประวัติการแพ้ยาด้วยตนเองของผู้ป่วย วิธีการวิจัย: การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงทดลองในผู้ป่วยโรคเรื้อรัง 84 คนที่มีประวัติแพ้ยาซึ่งแจ้งประวัติดังกล่าวก็ต่อเมื่อถูกถามโดยเจ้าหน้าที่หรือเป็นผู้ที่ไม่แจ้งประวัติการแพ้ยาแม้ถูกถามก็ตาม ตัวอย่างถูกสุ่มแยกเป็นกลุ่มทดลอง 43 รายและกลุ่มควบคุม 41 ราย กลุ่มทดลองได้รับความรู้โดยการใช้สื่อวีดิทัศน์ร่วมกับการให้คำแนะนำโดยเภสัชกรในเรื่องความรู้เกี่ยวกับการแพ้ยาและยังได้รับคำแนะนำเพื่อปรับเปลี่ยนปัจจัยทางจิตวิทยาที่งานวิจัยในอดีตบ่งชี้ว่าสัมพันธ์กับการแจ้งประวัติการแพ้ยา กลุ่มควบคุมได้รับคำแนะนำจากเภสัชกรตามปกติในเรื่องความรู้เกี่ยวกับการแพ้ยา ผู้วิจัยประเมินผลของการแทรกแซงโดยวัดพฤติกรรมการแจ้งประวัติแพ้ยาด้วยการสัมภาษณ์และการสังเกต พฤติกรรมการพกบัตรแพ้ยาโดยการขอดูบัตรแพ้ยา และความรู้เรื่องการแพ้ยาโดยการสัมภาษณ์ การประเมินทำสองครั้ง คือ ก่อนการแทรกแซงและหลังการแทรกแซงเมื่อผู้ป่วยกลับมารับการรักษาในครั้งถัดไปในระยะเวลา 2-6 เดือน ผลการวิจัย: หลังการแทรกแซง กลุ่มทดลองร้อยละ 41.9 แจ้งประวัติการแพ้ยาด้วยตนเองโดยเจ้าหน้าที่ไม่ต้องถาม ซึ่งมากกว่ากลุ่มควบคุม (ร้อยละ 19.5) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P=0.027) หลังการแทรกแซง กลุ่มทดลองร้อยละ 90 แจ้งประวัติด้วยการใช้บัตรแพ้ยา (หรือแจ้งด้วยวาจาร่วมด้วย) ซึ่งมากกว่ากลุ่มควบคุม (ร้อยละ 65.9) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P=0.020) ก่อนการแทรกแซงผู้ป่วยทั้งในกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมพกบัตรแพ้ยาน้อยกว่าร้อยละ 50 หลังการแทรกแซง กลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลองพกบัตรแพ้ยาเพิ่มขึ้นมาก (ร้อยละ 90.2 และ 95.3 ตามลำดับ) และไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติระหว่างกลุ่ม (P=0.364) หลังการแทรกแซง กลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมมีความรู้ไม่ต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในทุกประเด็น ยกเว้นความรู้เรื่องการปฏิบัติตนเพื่อป้องกันการแพ้ยาซ้ำซึ่งกลุ่มทดลองมีความรู้ (ร้อยละ 74.4) มากกว่ากลุ่มควบคุม (ร้อยละ 46.3) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P=0.008) สรุป: การให้ความรู้เรื่องการแพ้ยาโดยใช้การแทรกแซงทางจิตวิทยาร่วมกับการให้คำแนะนำโดยเภสัชกรส่งผลให้ผู้ป่วยร่วมมือในการแจ้งประวัติแพ้ยาด้วยตนเองมากขึ้น สถานพยาบาลต่างๆ สามารถนำวิธีในการศึกษาไปปรับใช้เพื่อแก้ปัญหาความไม่ร่วมมือในการแจ้งประวัติแพ้ยา |