|
กฎหมายชารีอะห์กับผู้หญิงอาเจะห์: ชายขอบของชายขอบ |
|---|---|
| รหัสดีโอไอ | |
| Creator | อรอนงค์ ทิพย์พิมล |
| Title | กฎหมายชารีอะห์กับผู้หญิงอาเจะห์: ชายขอบของชายขอบ |
| Publisher | คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ |
| Publication Year | 2560 |
| Journal Title | วารสารประวัติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ |
| Journal Vol. | 4 |
| Journal No. | 1 |
| Page no. | 114-158 |
| Keyword | กฎหมายชารีอะห์, ผู้หญิงอาเจะห์, กลุ่มชายขอบ, ขบวนการอาเจะห์เอกราช, อูลามา |
| URL Website | https://so05.tci-thaijo.org/index.php/thammasat_history |
| Website title | วารสารประวัติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ |
| ISSN | 2672-9903 |
| Abstract | บทความนี้ศึกษาการที่ผู้หญิงอาเจะห์กลายเป็นกลุ่มคนชายขอบจากการบังคับใช้กฎหมายชารีอะห์ในจังหวัดอาเจะห์ ซึ่งในปัจจุบันจังหวัดอาเจะห์เป็นเพียงจังหวัดเดียวในประเทศอินโดนีเซียที่มีการบังคับใช้กฎหมายอิสลาม แต่การบังคับใช้ไม่ได้เป็นการบังคับใช้เต็มรูปแบบ ตั้งแต่ปี 2001 มีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายชารีอะห์เพียง 4 ฉบับเท่านั้น การประกาศใช้กฎหมายชารีอะห์ในอาเจะห์เป็นนโยบายของรัฐบาลอินโดนีเซียที่จะแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง และเพื่อทำลายความชอบธรรมของขบวนการอาเจะห์เอกราช โดยได้รับการสนับสนุนจากบรรดาผู้นำศาสนาบางกลุ่มและนักวิชาการในอาเจะห์ ผู้หญิงอาเจะห์มีบทบาทสำคัญในประวัติศาสตร์อาเจะห์ตั้งแต่ยุครัฐสุลต่าน ตลอดจนในกลุ่มขบวนการเรียกร้องเอกราชแต่ในกระบวนการพิจารณาเรื่องกฎหมายชารีอะห์ ผู้หญิงอาเจะห์ไม่ได้มีบทบาทแต่อย่างใดและผู้หญิงเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดจากการบังคับใช้กฎหมายชารีอะห์ เป้าหมายส่วนใหญ่ของการบังคับใช้มักจะเป็นผู้หญิง เนื่องจากกฎหมายชารีอะห์เน้นเรื่องการแต่งกายที่ถูกต้องเหมาะสมตามหลักศาสนา ดังนั้นผู้หญิงจึงถูกควบคุมในเรื่องการใส่ผ้าคลุมผมและเสื้อผ้า หากพิจารณาจากประวัติศาสตร์อาเจะห์การประกาศใช้กฎหมายชารีอะห์ส่งผลให้ผู้หญิงอาเจะห์กลายเป็นชายชอบของจังหวัดอาเจะห์ ซึ่งเป็นพื้นที่ชายขอบทางอำนาจ |