|
การทดลองใช้งานและประเมินผลสายรัดห้ามเลือดกึ่งอัตโนมัติแบบเฟืองกล |
|---|---|
| รหัสดีโอไอ | |
| Creator | 1. ปิยดา วิริเยนะวัตร์ 2. สุธี อินทรชาติ 3. นิติ เมธีศิริวัฒน์ 4. กิตติศักดิ์ แสนประเสริฐ 5. สุธี พานิชกุล |
| Title | การทดลองใช้งานและประเมินผลสายรัดห้ามเลือดกึ่งอัตโนมัติแบบเฟืองกล |
| Publisher | กรมแพทย์ทหารบก |
| Publication Year | 2561 |
| Journal Title | เวชสารแพทย์ทหารบก |
| Journal Vol. | 71 |
| Journal No. | ฉบับที่ 3 กรกฎาคม-กันยายน |
| Page no. | 193-201 |
| Keyword | สายรัดห้ามเลือด, ขันชะเนาะ, สายรัดห้ามเลือดกึ่งอัตโนมัติแบบเฟืองกล, สายยางรัดห้ามเลือด, การบาดเจ็บที่มีการเสียเลือดมากบริเวณแขนหรือขา |
| URL Website | http://www.rtamedj.pmk.ac.th;https://www.tci-thaijo.org/index.php/rtamedj |
| Website title | เวชสารแพทย์ทหารบก Royal Thai Army Medical Journal |
| ISSN | 0125-7722 |
| Abstract | บทนำ: เหตุการณ์ชายแดนภาคใต้ได้สร้างความสูญเสียอย่างมากต่อกำลังพล โดยการบาดเจ็บที่มีการเสียเลือดมากบริเวณแขนหรือขานั้นเป็นการบาดเจ็บที่พบได้บ่อย การใช้สายรัดห้ามเลือด (Tourniquet) เป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยห้ามเลือดได้ดีและป้องกันการเสียชีวิตได้ แต่สายยางรัดห้ามเลือด (Elastic rubber tourniquet) ที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันยังมีข้อเสียอยู่ สายรัดห้ามเลือดแบบใหม่นี้จึงถูกพัฒนาขึ้นเพื่อให้สามารถห้ามเลือดได้มีประสิทธิภาพและรวดเร็วขึ้นกว่าสายรัดแบบเดิม วัตถุประสงค์: เพื่อประเมินระยะเวลาที่ใช้ในการห้ามเลือดบริเวณแขนและขา เปรียบเทียบระหว่างสายยางรัดห้ามเลือดแบบเดิม และสายรัดห้ามเลือดกึ่งอัตโนมัติ และประเมินความพึงพอใจในการใช้งานสายรัดห้ามเลือดกึ่งอัตโนมัติแบบเฟืองกล วิธีดำเนินการ: รูปแบบเป็นการศึกษาวิจัยเชิงทดลอง ในนายสิบเสนารักษ์ โรงเรียนเสนารักษ์ กรมแพทย์ทหารบก โดยเปรียบเทียบระยะเวลาที่ใช้ในการหยุดเลือดบริเวณแขนและขา ระหว่างสายยางรัดห้ามเลือดแบบเดิมและสายรัดห้ามเลือดกึ่งอัตโนมัติแบบใหม่ โดยศึกษาระยะเวลาในรูปแบบการห้ามเลือดด้วยตนเอง และการห้ามเลือดให้ผู้อื่น รวมถึงประเมินความพึงพอใจของการใช้สายรัดห้ามเลือดแบบใหม่นี้ วิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปโดยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ จำนวน ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสูงสุด และค่าต่ำสุด ใช้สถิติ Paired t-test ทดสอบความแตกต่างของระยะเวลาที่ใช้ในการรัดสายรัด โดยมีนัยสำคัญทางสถิติค่า p < 0.05 ระดับความพึงพอใจประเมินเป็นค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษา: ผู้เข้าร่วมงานวิจัยทั้งหมด 16 คน ในรูปแบบการห้ามเลือดด้วยตนเองพบว่า ระยะเวลาที่ใช้ในการห้ามเลือดบริเวณแขนและขาระหว่าง 2 เครื่องมือ มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ p < 0.001 โดยการใช้สายรัดห้ามเลือดชนิดกึ่งอัตโนมัติแบบเฟืองกล จะใช้เวลาเฉลี่ยน้อยกว่าการใช้สายยางรัดแบบเดิมทั้งบริเวณแขนและขา โดยใช้เวลาเฉลี่ย 10.74 วินาทีบริเวณแขน และ 8.38 วินาทีบริเวณขา ในขณะที่สายยางรัดแบบเดิมใช้เวลาเฉลี่ย 23.84 วินาทีบริเวณแขน และ 17.57 วินาทีบริเวณขา ส่วนในรูปแบบการห้ามเลือดแบบผู้อื่นห้ามเลือดให้พบว่า การใช้สายรัดห้ามเลือดชนิดกึ่งอัตโนมัติแบบเฟืองกล ใช้เวลาเฉลี่ยน้อยกว่าการใช้สายยางรัดแบบเดิมบริเวณแขนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ p < 0.001 โดยใช้เวลาเฉลี่ย 8.55 วินาที เปรียบเทียบกับสายยางรัดแบบเดิมซึ่งใช้เวลาเฉลี่ย 13.31 วินาที แต่ระยะเวลาเฉลี่ยไม่แตกต่างกันที่บริเวณขา ส่วนระดับความพึงพอใจการใช้งานจากแบบประเมินอยู่ในเกณฑ์พอใจมากที่สุด สรุปผล: สายรัดห้ามเลือดกึ่งอัตโนมัติแบบเฟืองกลที่พัฒนาขึ้นนี้ สามารถห้ามเลือดโดยใช้ระยะเวลาน้อยกว่าสายยางรัดห้ามเลือดแบบเดิมทั้งบริเวณแขนและขา มีความเหมาะสมที่จะนำไปปรับใช้เป็นอุปกรณ์สนามเพื่อพกติดตัวกำลังพล และสามารถใช้ห้ามเลือดด้วยตนเองได้ เป็นวิธีหนึ่งที่จะช่วยป้องกันการเสียชีวิตได้คำสำคัญ: สายรัดห้ามเลือด, ขันชะเนาะ, สายรัดห้ามเลือดกึ่งอัตโนมัติแบบเฟืองกล, สายยางรัดห้ามเลือด, การบาดเจ็บที่มีการเสียเลือดมากบริเวณแขนหรือขา |