|
การพัฒนากลไกการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมสำหรับอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านเชี่ยวชาญด้านทันตสุขภาพ ในการจัดการพฤติกรรมทันตสุขภาพกลุ่มเด็กอายุ 12 ปี อำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี พ.ศ. 2563 |
|---|---|
| รหัสดีโอไอ | |
| Creator | อัญชลี มีเพียร |
| Title | การพัฒนากลไกการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมสำหรับอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านเชี่ยวชาญด้านทันตสุขภาพ ในการจัดการพฤติกรรมทันตสุขภาพกลุ่มเด็กอายุ 12 ปี อำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี พ.ศ. 2563 |
| Publisher | ศูนย์อนามัยที่ 9 นครราชสีมา |
| Publication Year | 2563 |
| Journal Title | วารสารศูนย์อนามัยที่ 9 |
| Journal Vol. | 14 |
| Journal No. | 33 |
| Page no. | 107-125 |
| Keyword | การวิจัยและพัฒนา, กลไกการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม, อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน, พฤติกรรมทันตสุขภาพ, กลุ่มเด็กอายุ 12 |
| URL Website | https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RHPC9Journal/index |
| Website title | วารสารศูนย์อนามัยที่ 9 |
| ISSN | 2679-3871 |
| Abstract | การวิจัยและพัฒนานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนากลไกการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมสำหรับอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) เชี่ยวชาญด้านทันตสุขภาพในการจัดการพฤติกรรมทันตสุขภาพกลุ่มเด็กอายุ 12 ปี อำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี และ 2) ศึกษาผลของการพัฒนากลไกการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมที่พัฒนาขึ้น กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยเด็กอายุ 12 ปี จำนวน 468 คน และ อสม.เชี่ยวชาญด้านทันตสุขภาพ จำนวน 94 คน เก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์พฤติกรรมทันตสุขภาพกลุ่มเด็กอายุ 12 ปี และการมีส่วนร่วมของ อสม.ในการจัดการพฤติกรรมทันตสุขภาพกลุ่มเด็กอายุ 12 ปี วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยค่าร้อยละและค่าเฉลี่ย วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา (Content analysis) ผลการศึกษาพบว่า การพัฒนากลไกการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมสำหรับอสม. มี 6 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) การคัดเลือก อสม. 2) การพัฒนาศักยภาพ อสม.เชี่ยวชาญด้านทันตสุขภาพ 3) การริเริ่มพัฒนา 4) การวางแผนพัฒนา 5) การดำเนินการพัฒนา และ 6) การประเมินผลการพัฒนา อสม.มีส่วนร่วมในการจัดการพฤติกรรมทันตสุขภาพกลุ่มเด็กอายุ 12 ปี โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง ผลของการพัฒนากลไกการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมของ อสม. พบว่าเด็กอายุ 12 ปี ส่วนใหญ่มีพฤติกรรมทันตสุขภาพที่เหมาะสมเพิ่มขึ้น โดยแปรงฟันก่อนนอนเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 51.9 เป็นร้อยละ 73.5 แปรงฟันแต่ละครั้งนานประมาณ 2 นาทีขึ้นไปเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 14.1 เป็นร้อยละ 42.3 ดื่มน้ำอัดลม 4-6 วัน/สัปดาห์ลดลงจากร้อยละ 20.9 เป็นร้อยละ 10.7 ดื่มน้ำผลไม้ น้ำหวาน ลดลงจากร้อยละ 16.7 เป็นร้อยละ 8.7 กินลูกอมทุกวันลดลงจากร้อยละ 7.0 เป็นร้อยละ 5.6 ใช้เงินซื้อขนมและเครื่องดื่มวันละมากกว่า 21 บาท ลดลงจากร้อยละ 50.6 เป็นร้อยละ 47.9 แต่ยังพบว่ากินขนมกรุบกรอบทุกวันเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากร้อยละ 24.6 เป็นร้อยละ 25.4 โดยรวมปัญหาทันตสุขภาพลดลงโดยมีปัญหาการปวดฟัน เสียวฟัน เหงือกอักเสบ เจ็บบวม มีเลือดออก ฟันผุ ฟันเป็นรู หินน้ำลาย และมีกลิ่นปาก ลดลงจากร้อยละ 37.2 เป็นร้อยละ 15.4 ซึ่งเด็กที่ยังมีปัญหาสุขภาพช่องปากนี้ได้รับผลกระทบและสาเหตุทางช่องปากตามความรู้สึกด้านการกินอาหาร ร้อยละ 66.7 และด้านการทำความสะอาดช่องปาก ร้อยละ 33.3 |