การพัฒนารูปแบบการพยาบาลผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันชนิด STEMI ในสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 งานอุบัติเหตุและฉุกเฉิน โรงพยาบาลพระพุทธบาท
รหัสดีโอไอ
Creator เยาวเรศ บุญทองใหม่
Title การพัฒนารูปแบบการพยาบาลผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันชนิด STEMI ในสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 งานอุบัติเหตุและฉุกเฉิน โรงพยาบาลพระพุทธบาท
Contributor เพ็ญศรี จาบประไพ และสายรุ้ง องอาจทวีชัย
Publisher โรงพยาบาลสุราษฎร์ธานี
Publication Year 2565
Journal Title วารสารวิชาการแพทย์เขต11
Journal Vol. 36
Journal No. 2
Page no. 50-64
Keyword การพัฒนารูปแบบการพยาบาล, STEMI , การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019
URL Website https://he02.tci-thaijo.org/index.php/Reg11MedJ/index
Website title ThaiJo
ISSN 2730-3365 (Online)
Abstract ที่มา: โรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันชนิด ST Segment ยกขึ้น Acute Myocardial Infarction with ST-Segment Elevation; STEMI) เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตสำคัญของประชากรทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยซึ่งพบว่าปี 2561- 2563 มีอัตราการตาย 31.8, 31.0 และ 32.6 ต่อแสนประชากร และการระบาดอย่างรุนแรงของโรคติดเชื้อโคโรนาไวรัส 2019 ส่งผลให้การรักษาพยาบาลแบบช่องทางด่วนผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันชนิด STEMI (Fast track STEMI) และการเปิดขยายหลอดเลือดมีความล่าช้า ผู้วิจัยจึงสนใจศึกษาสถานการณ์และพัฒนารูปแบบการพยาบาลวัตถุประสงค์: เพื่อพัฒนารูปแบบการพยาบาลผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันชนิด STEMI ในสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 และศึกษาผลการใช้รูปแบบที่พัฒนาขึ้นวิธีการศึกษา: เป็นการวิจัยและพัฒนา กลุ่มตัวอย่างคือ 1) พยาบาลวิชาชีพ 26 คน และ 2) ผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันชนิด STEMI จำนวน 20 ราย ดำเนินการวิจัย 4 ระยะ 1) วิเคราะห์สถานการณ์ 2) พัฒนารูปแบบแนวปฏิบัติการพยาบาล 3) นำแนวปฏิบัติที่พัฒนาขึ้นไปทดลองใช้ 4) นำแนวปฏิบัติที่ปรับปรุงแล้วไปใช้ และประเมินผล ผลการศึกษา: หลังการใช้รูปแบบการพยาบาลผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันชนิด STEMI ในสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พยาบาลวิชาชีพมีความรู้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P< .01) มีความพึงพอใจต่อการใช้แนวปฏิบัติระดับมากที่สุด (Mean 4.64, SD 0.18) และ มีผลลัพธ์ทางคลินิกที่ดีขึ้น ระยะเวลาที่ผู้ป่วยมาถึงโรงพยาบาลจนได้รับการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (door to EKG time) < 10 นาที = 85% และระยะเวลาที่ผู้ป่วยมาถึงโรงพยาบาลจนได้รับยาละลายลิ่มเลือด (door to needle time) < 30 นาที = 45 % ผู้ป่วย/ครอบครัวมีความพึงพอใจระดับมาก (Mean 4.36, SD 0.483) สรุป: การใช้รูปแบบการพยาบาลผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันชนิด STEMI ในสถาน การณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ช่วยให้พยาบาลมีมาตรฐานและปรับวิธีการปฏิบัติการพยาบาล ได้สอดคล้องกับสถานการณ์และเป้าหมายการรักษา ทำให้ผู้ป่วยปลอดภัย ได้รับการเปิดหลอดเลือดหัวใจโดยใช้ยาละลายลิ่มเลือดในเวลาที่เหมาะสม คำสำคัญ: การพัฒนารูปแบบการพยาบาล, STEMI , การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019
โรงพยาบาลสุราษฎร์ธานี

บรรณานุกรม

EndNote

APA

Chicago

MLA

ดิจิตอลไฟล์

Digital File
DOI Smart-Search
สวัสดีค่ะ ยินดีให้บริการสอบถาม และสืบค้นข้อมูลตัวระบุวัตถุดิจิทัล (ดีโอไอ) สำนักการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ค่ะ