|
ปัจจัยทางการเมืองที่มีผลต่อรายจ่ายสาธารณะด้านการเสริมสร้างสุขภาพและป้องกันโรคของประเทศไทย พ.ศ. 2545-2566 |
|---|---|
| รหัสดีโอไอ | |
| Creator | ชัชรินทร์ ทองหม่อมราม |
| Title | ปัจจัยทางการเมืองที่มีผลต่อรายจ่ายสาธารณะด้านการเสริมสร้างสุขภาพและป้องกันโรคของประเทศไทย พ.ศ. 2545-2566 |
| Publisher | คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ |
| Publication Year | 2569 |
| Journal Title | วารสารรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ |
| Journal Vol. | 17 |
| Journal No. | 1 |
| Page no. | 31-70 |
| Keyword | รายจ่ายสาธารณะ, การเสริมสร้างสุขภาพและป้องกันโรค, การเมืองกับการเสริมสร้างสุขภาพและป้องกันโรค, หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า, การวิเคราะห์อนุกรมเวลา |
| URL Website | https://so05.tci-thaijo.org/index.php/polscicmujournal |
| Website title | Political Science and Public Administration Journal |
| ISSN | 2985-2269 |
| Abstract | "การจัดสรรรายจ่ายสาธารณะด้านการเสริมสร้างสุขภาพและป้องกันโรคถือเป็นกลไกสำคัญที่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของรัฐในการพัฒนาระบบสุขภาพอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะในยุคที่ประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุและเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงรูปแบบโรคจากโรคติดต่อเฉียบพลันเป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจจัดสรรงบประมาณของภาครัฐไม่ได้อิงอยู่บนหลักการด้านสุขภาพหรือความต้องการของประชาชนแต่เพียงอย่างเดียว หากแต่ขึ้นอยู่กับปัจจัยกำหนดรายจ่ายหลากหลายมิติ โดยเฉพาะปัจจัยทางการเมืองที่มีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางนโยบายสาธารณะ การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัจจัยทางการเมืองที่มีอิทธิพลต่อการกำหนดรายจ่ายสาธารณะด้านการเสริมสร้างสุขภาพและป้องกันโรค และ 2) นำเสนอข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในการพัฒนาการจัดสรรรายจ่ายสาธารณะด้านการเสริมสร้างสุขภาพและป้องกันโรคให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ผู้วิจัยใช้แนวทางการวิจัยเชิงปริมาณด้วยข้อมูลอนุกรมเวลาระหว่าง พ.ศ. 2545-2566 และเทคนิคการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ โดยบูรณาการทฤษฎีการเงินสาธารณะ ทฤษฎีเศรษฐกิจการเมือง และทฤษฎีการกำหนดรายจ่ายสาธารณะ ช่วงเวลาที่ศึกษาครอบคลุมการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองสำคัญหลายครั้งของประเทศไทย รวมถึงรัฐประหาร การเปลี่ยนแปลงรัฐบาล และการปฏิรูประบบสุขภาพ ผลการศึกษาปัจจัยทางการเมืองที่มีอิทธิพลต่อการกำหนดรายจ่ายสาธารณะด้านการเสริมสร้างสุขภาพและป้องกันโรคพบว่าแบบจำลองสามารถอธิบายความแปรปรวนของตัวแปรตามได้ร้อยละ 91.9 (R? = 0.919) โดยความเป็นประชาธิปไตยของรัฐบาล (? = -1.352, p = 0.001) และการกระจายรายได้ทางภาษี (? = -1.037, p < 0.001) มีอิทธิพลเชิงลบต่อรายจ่ายด้านการป้องกันโรคอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ขณะที่รายจ่ายปีก่อนหน้า (? = 0.040, p = 0.005) มีอิทธิพลเชิงบวก สะท้อนลักษณะการจัดสรรงบประมาณแบบฐานเดิม (Incremental Budgeting) และมีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายสำคัญ 5 ประการ ได้แก่ การสร้างกลไกป้องกันการแทรกแซงทางการเมือง การพัฒนาระบบการสื่อสารเชิงประจักษ์ การปรับปรุงระบบการกระจายอำนาจด้านสาธารณสุข การพัฒนาระบบการประเมินผล และการปรับปรุงกลไกการจัดสรรงบประมาณ ผลการศึกษานี้ขัดแย้งกับทฤษฎีประชาธิปไตยแบบดั้งเดิมและสนับสนุนทฤษฎีทางเลือกสาธารณะที่อธิบายว่านักการเมืองในระบอบประชาธิปไตยมักมุ่งเน้นนโยบายที่ให้ผลตอบแทนทางการเมืองในระยะสั้น การศึกษานี้มีนัยสำคัญต่อการพัฒนากลไกการป้องกันการแทรกแซงทางการเมือง การปรับปรุงระบบการกระจายอำนาจด้านสาธารณสุข การพัฒนาระบบการสื่อสารเชิงประจักษ์ และการสร้างความต่อเนื่องของการลงทุนด้านการป้องกันโรคเพื่อสุขภาพประชาชนไทยในระยะยาว" |