|
อัตลักษณ์เพื่อ 'วันพรุ่งนี้': บทวิพากษ์การเมืองเชิงอัตลักษณ์จากสำนักคิดหลังอาณานิคม |
|---|---|
| รหัสดีโอไอ | |
| Creator | สลิสา ยุกตะนันทน์ |
| Title | อัตลักษณ์เพื่อ 'วันพรุ่งนี้': บทวิพากษ์การเมืองเชิงอัตลักษณ์จากสำนักคิดหลังอาณานิคม |
| Publisher | คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร |
| Publication Year | 2556 |
| Journal Title | วารสารสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร |
| Journal Vol. | 9 |
| Journal No. | 2 |
| Page no. | 61 |
| Keyword | ลัทธิอาณานิคม,อัตลักษณ์แบบแก่นสารนิยม,อัตลักษณ์ที่คลุมเครือ,อัตลักษณ์ลูกผสม,การระบุตัวตน,วาทกรรม,จิตวิเคราะห์แนวลาก็อง |
| ISSN | 1686-9192 |
| Abstract | บทความชิ้นนี้อาศัยแนวคิดสำนักหลังอาณานิคมในการศึกษาถึงข้อจำกัดของการเมืองเชิงอัตลักษณ์ โดยข้อเสนอหลักของบทความ คือ วาทกรรมเรื่องความเป็นแก่นสารนิยมของการเมืองเชิงอัตลักษณ์นั้น ได้ถูกผลิตสร้างจากมุมมองและองค์ความรู้ของโลกตะวันตก เพื่อนำไปใช้เป็นพื้นฐานในการปกครองดินแดนอาณานิคม ทว่าในเวลาต่อมา วาทกรรมดังกล่าวกลับถูกหยิบใช้โดยขบวนการต่อต้านอาณานิคมเสียเอง โดยมิได้ตระหนักว่าแท้ที่จริงแล้ว ภาพแทนอัตลักษณ์แห่งอดีตกาลที่พวกเขากล่าวอ้างกลับเป็นเพียงภาพแทนที่ผิดพลาดของอัตลักษณ์ที่ไม่เคยดำรงอยู่จริง และยิ่งไปกว่านั้น ในการที่ขบวนการต่อต้านอาณานิคมกล่าวอ้างความชอบธรรมจากอัตลักษณ์ร่วมแห่งอดีตกาล ขบวนการดังกล่าวกลับกดทับ "ตัวตน" ของปัจเจกบุคคลภายในขบวนการ อีกทั้งยังผลิตซ้ำความเป็นเหยื่อให้กับกลุ่มผู้ที่ถูกกดทับบางกลุ่มด้วย นอกจากนี้ บทความชิ้นนี้ยังได้เสนอว่าปฏิบัติการของวาทกรรมอัตลักษณ์แบบแก่นสารนิยมภายใต้สังคมที่มีการเหยียดสีผิวนั้น ได้นำไปสู่การกักขัง "ตัวตน" ของปัจเจกบุคคลไว้ภายในทวิลักษ์ของความขัดแย้งระหว่าง "อัตลักษณ์แห่งอดีตที่มิได้ดำรงอยู่จริง" กับ "อัตลักษณ์ที่พวกเขาปรารถนา" โดยมองข้ามความเป็นจริงที่ว่า ในกระบวนการระบุตัวตนของปัจเจกบุคคลนั้น พวกเขาประกอบสร้าง "ตัวตน" ภายใต้บริบทของโครงสร้างสังคมและความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่แตกต่างหลากหลายกันออกไป อันส่งผลให้ในความเป็นจริงแล้ว อัตลักษณ์ของพวกเขามีลักษณะคลุมเครือและเป็นลูกผสมเสียมากกว่า ทั้งนี้ ความขัดแย้งระหว่างอัตลักษณ์กลุ่มที่เน้นความเป็นแก่นสารนิยมกับอัตลักษ์แห่งความเป็นตัวตนของปัจเจกบุคคล ได้ส่งผลให้เกิดภาวะจิตเภทรวมหมู่ในกลุ่มผู้ถูกกดทับ เพราะฉะนั้นแล้ว บทความชิ้นนี้จึงได้เสนอว่า ในการก้าวข้ามข้อจำกัดของการเมืองเชิงอัตลักษณ์ซึ่งมุ่งแสวงหาอดีตกาล เราจำเป็นต้องนำตัวประธานที่ "ตระหนักรู้ในตัวตนของตนเอง" กลับเข้าสู่การเมืองเชิงอัตลักษณ์อีกครั้ง โดยมี "ความปรารถนาถึงอนาคตที่ดีกว่า" เป็นแรงผลักดัน ซึ่งความปรารถนาถึงอนาคตที่ดีกว่านี้ จะเป็นกุญแจสำคัญที่โน้มน้าวให้ขบวนการอัตลักษณ์แสวงหาความร่วมมือและมุ่งสื่อสารทำความเข้าใจกับสังคมในวงกว้าง เพื่อนำไปสู่การสร้างสรรค์สังคมที่ยุติธรรมและการปฏิรูปโครงสร้างสังคมให้เปิดกว้างต่อกลุ่มคนที่แตกต่างหลากหลายอย่างเท่าเทียม |