|
การพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนตามทฤษฎีการเรียนรู้แบบร่วมมือ ร่วมกับกระบวนการคิดอย่างมีวิจารณญาณ เพื่อส่งเสริมความสามารถ ในการวิเคราะห์กลวิธีการใช้ภาษาและการรู้เท่าทันสื่อของนักศึกษาวิชาชีพครู |
|---|---|
| รหัสดีโอไอ | |
| Creator | กีรติ นันทพงษ์ |
| Title | การพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนตามทฤษฎีการเรียนรู้แบบร่วมมือ ร่วมกับกระบวนการคิดอย่างมีวิจารณญาณ เพื่อส่งเสริมความสามารถ ในการวิเคราะห์กลวิธีการใช้ภาษาและการรู้เท่าทันสื่อของนักศึกษาวิชาชีพครู |
| Contributor | อุบลวรรณ ส่งเสริม |
| Publisher | ศูนย์สนับสนุนและพัฒนาการเรียนการสอน มหาวิทยาลัยรังสิต |
| Publication Year | 2567 |
| Journal Title | วารสารพัฒนาการเรียนการสอน มหาวิทยาลัยรังสิต |
| Journal Vol. | 18 |
| Journal No. | 2 |
| Page no. | 196-219 |
| Keyword | รูปแบบการเรียนการสอน, ทฤษฎีการเรียนรู้แบบร่วมมือ, การคิดอย่างมีวิจารณญาณ, กลวิธีการใช้ภาษา, การรู้เท่าทันสื่อ |
| URL Website | https://jrtl.rsu.ac.th/volume/18/number/2/article/384 |
| Website title | วารสารพัฒนาการเรียนการสอน มหาวิทยาลัยรังสิต |
| ISSN | 2822-1400 (ISSN);2822-146X (E-ISSN) |
| Abstract | การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาและหาคุณภาพของรูปแบบการเรียนการสอนตามทฤษฎีการเรียนรู้แบบร่วมมือร่วมกับกระบวนการคิดอย่างมีวิจารณญาณ เพื่อส่งเสริมความสามารถในการวิเคราะห์กลวิธีการใช้ภาษาและการรู้เท่าทันสื่อของนักศึกษาวิชาชีพครู และ 2) ศึกษาประสิทธิผลของรูปแบบการเรียนการสอนตามทฤษฎีการเรียนรู้แบบร่วมมือร่วมกับกระบวนการคิดอย่างมีวิจารณญาณ เพื่อส่งเสริมความสามารถในการวิเคราะห์กลวิธีการใช้ภาษาและการรู้เท่าทันสื่อของนักศึกษาวิชาชีพครู วิธีการดำเนินการวิจัยเป็นการวิจัยและพัฒนา (Research & Development: R&D) โดยมีกลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาวิชาชีพครูชั้นปีที่ 1 จำนวน 1 ห้องเรียน 26 คน ในสถาบันอุดมศึกษาแห่งหนึ่ง ได้มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบกลุ่ม (Cluster sampling) โดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยสุ่ม ใช้เวลาในการทดลอง 37 ชั่วโมง 30 นาที ขั้นตอนการดำเนินการวิจัยแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ 1) ส่วนของการพัฒนารูปแบบและเอกสารประกอบรูปแบบการเรียนการสอน และเครื่องมือในการประเมินประสิทธิผลของรูปแบบการเรียนการสอน (R1 และ D1) และ 2) ส่วนของการศึกษาประสิทธิผลของรูปแบบการเรียนการสอน (R2 และ D2) ซึ่งประกอบด้วยเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบวิเคราะห์เอกสาร แบบสัมภาษณ์ แบบการสนทนากลุ่ม แบบวัดความสามารถในการวิเคราะห์กลวิธีการใช้ภาษา แบบวัดความสามารถในการรู้เท่าทันสื่อ และแบบประเมินความพึงพอใจ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา (Content Analysis) ค่าเฉลี่ยเลขคณิต (M) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) และการทดสอบที (t-test dependent) ผลการวิจัยพบว่า 1. รูปแบบการเรียนการสอนที่พัฒนาขึ้น ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) หลักการ 2) วัตถุประสงค์ 3) ขั้นตอนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ 4) การวัดและการประเมินผล และ 5) ปัจจัยสนับสนุนความสำเร็จของการใช้รูปแบบฯ ซึ่งขั้นตอนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ มี 6 ขั้นตอน คือ ขั้นที่ 1 ขั้นเตรียมการ (Preparing) ขั้นที่ 2 ขั้นให้ประสบการณ์ความรู้ (Providing Knowledge) ขั้นที่ 3 ขั้นปฏิบัติกิจกรรมกลุ่ม (Practicing Group Work Experience) ประกอบด้วย 3.1 ระบุประเด็นที่สนใจ (Identify issues) 3.2 รวบรวมและทำความเข้าใจข้อมูล (Collecting and Understanding) 3.3 วิเคราะห์และตีความข้อมูล (Analyzing and Interpreting) 3.4 สรุปข้อมูล (Summarizing information) 3.5 ประเมินตัดสินคุณค่าของข้อมูล (Appraising) ขั้นที่ 4 ขั้นสร้างสรรค์ผลงาน (Productive Creating) ขั้นที่ 5 ขั้นนำเสนอผลงาน (Presenting) และ 6 ขั้นสรุปผลกิจกรรม (Conclusion) โดยรูปแบบการเรียนการสอนที่พัฒนาขึ้นมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด (M= 4.67, SD = 0.54) และให้ชื่อว่า PC Model 2. ผลการศึกษาประสิทธิผลของรูปแบบการเรียนการสอน พบว่า 2.1) ความสามารถในการวิเคราะห์กลวิธีการใช้ภาษาของนักศึกษาวิชาชีพครูหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยก่อนเรียนมีความสามารถอยู่ในระดับพอใช้และหลังเรียนอยู่ในระดับดีมาก 2.2) ความสามารถในการรู้เท่าทันสื่อของนักศึกษาวิชาชีพครูหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยก่อนเรียนมีความสามารถอยู่ในระดับปานกลางและหลังเรียนอยู่ในระดับดีมาก และ 2.3) ความพึงพอใจของนักศึกษาวิชาชีพครูหลังเรียนด้วยรูปแบบการเรียนการสอน ที่พัฒนาขึ้นอยู่ในระดับมากที่สุด |