|
การลดอัตราของเสียในกระบวนการผลิตสบู่ก้อน |
|---|---|
| รหัสดีโอไอ | |
| Creator | ธเนศ รัตนวิไล |
| Title | การลดอัตราของเสียในกระบวนการผลิตสบู่ก้อน |
| Contributor | สัลมี บาราเฮง, สุริยา จิรสถิตสิน |
| Publisher | มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ |
| Publication Year | 2566 |
| Journal Title | วารสารวิชาการและวิจัย มทร.พระนคร สาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี |
| Journal Vol. | 17 |
| Journal No. | 1 |
| Page no. | 52-66 |
| Keyword | สบู่ก้อน, กระบวนการผลิต, อัตราของเสีย, อัตราคุณภาพ |
| URL Website | https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/RMUTP/index |
| Website title | วารสารวิชาการและวิจัย มทร.พระนคร สาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี |
| ISSN | 2651-1096 |
| Abstract | จากการขยายตัวของอุตสาหกรรมสบู่ก้อน ทำให้ผู้ประกอบการต้องหันมาควบคุมประสิทธิภาพของกระบวนการผลิตเพื่อลดอัตราของเสียที่เกิดขึ้นให้ลดน้อยลง การเลือกใช้เครื่องมือควบคุมคุณภาพในการค้นหาสาเหตุ เช่น ผังก้างปลาและ Why-Why Analysis ถูกนำมาประยุกต์ใช้ในการค้นหารากเหง้าของปัญหาผ่านกระบวนการระดมสมองร่วมกับผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์หลักของงานวิจัย ได้แก่การลดอัตราของเสียในกระบวนการผลิตสบู่ก้อน ผลการศึกษาสภาพปัจจุบันของกระบวนการผลิตพบว่า อุปกรณ์สายพานลำเลียงเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดอัตราของเสียสูงสุด จึงถูกเลือกนำมาพิจารณาเพื่อวิเคราะห์ปัญหาและกำหนดแนวทางปรับปรุงคุณภาพของอุปกรณ์สายพานลำเลียงในกระบวนการผลิต จัดเก็บรวบรวมข้อมูลจำนวนของเสียจากกระบวนการผลิตโดยใช้แผนภาพพาเรโต ทำให้พบว่าสาเหตุ 2 อันดับแรกทำให้เกิดของเสียรวม 8,837 กิโลกรัม (ร้อยละ 65.35) เกิดจากเนื้อสบู่อุดตันบริเวณพื้นผิวลูกกลิ้งและเกิดจากไกด์หลังแผ่นสายพานหลุดจากร่องนำทางตามลำดับ จึงนำปัญหาทั้งสองดังกล่าวมาทำการวิเคราะห์หาสาเหตุของการเกิดของเสีย จัดทำแผนการแก้ไข ดำเนินการแก้ไขปัญหาตามแผน สรุปผลการทดลอง ตรวจสอบผลแล้วจัดทำมาตรฐานขั้นตอนกระบวนการผลิต ผลที่ได้จากการศึกษาและดำเนินการแก้ไข พบว่า การปรับปรุงช่วยลดการเกิดของเสียจากกระบวนการผลิตสบู่ก้อนลงอย่างมีนัยสำคัญ (P < 0.05) เฉลี่ยร้อยละ 8.8 จากเดิมร้อยละ 12.6 เป็นร้อยละ 3.7 ต่อเดือน ในขณะที่ค่าเฉลี่ยก่อนปรับปรุงและหลังปรับปรุงของอัตราคุณภาพเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ (P < 0.05) เช่นกัน โดยก่อนปรับปรุงมีอัตราคุณภาพร้อยละ 87.4 และหลังการปรับปรุงมีอัตราคุณภาพร้อยละ 96.3 ตามลำดับ ทำให้ผลการศึกษาบรรลุวัตถุประสงค์ที่วางไว้ |