การศึกษาสมรรถนะของโรงไฟฟ้า ไตรแลทเทอร์รัล, ซับคริติคัล โออาร์ซี และ ซุปเปอร์คริติคัล โออาร์ซี โดยใช้แหล่งความร้อนใต้พิภพเป็นแหล่งพลังงาน
รหัสดีโอไอ
Creator อนุกูล โม่งปราณีต
Title การศึกษาสมรรถนะของโรงไฟฟ้า ไตรแลทเทอร์รัล, ซับคริติคัล โออาร์ซี และ ซุปเปอร์คริติคัล โออาร์ซี โดยใช้แหล่งความร้อนใต้พิภพเป็นแหล่งพลังงาน
Contributor อาทิตย์ คูณศรีสุข
Publisher มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี
Publication Year 2563
Journal Title วารสารวิชาการและวิจัย มทร.พระนคร สาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
Journal Vol. 14
Journal No. 1
Page no. 177-192
Keyword โรงไฟฟ้าโออาร์ซี, ความร้อนใต้พิภพ, ซับคริติคัล, ซุปเปอร์คริติคัล, ไตรแลทเทอร์รัล
URL Website https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/RMUTP/index
Website title วารสารวิชาการและวิจัย มทร.พระนคร สาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ISSN 1906-0432
Abstract การศึกษานี้ได้จำลองกระบวนการทำงานของโรงไฟฟ้าที่แตกต่างกัน 3 แบบ คือ ไตรแลทเทอร์รัล (TLC) โออาร์ซี ต่ำกว่าจุดวิกฤติ (Subcritical Organic Rankine Cycle, ORC) และ โออาร์ซี สูงกว่าจุดวิกฤติ (Supercritical ORC) โดยใช้แหล่งความร้อนใต้พิภพเป็นแหล่งพลังงาน มีอัตราการไหล 1 กิโลกรัมต่อวินาที และมีอุณหภูมิเท่ากับ 100, 110 และ 120 องศาเซลเซียส โดยใช้สารทำงานในการจำลองทั้งหมด 27 สารทำงาน พบว่า โรงไฟฟ้า Subcritical ORC ให้งานสุทธิสูงสุดเท่ากับ 4.78 และ 7.74 กิโลวัตต์ จากสารทำงาน RC318 ที่แหล่งความร้อนอุณหภูมิ 100 และ 110 องศาเซลเซียส ตามลำดับ ในขณะที่สาร R227ea ให้งานสุทธิสูงสุดเท่ากับ 11.85 กิโลวัตต์ ที่แหล่งความร้อนอุณหภูมิ 120 องศาเซลเซียส งานสุทธิสูงสุดของโรงไฟฟ้า Supercritical ORC เท่ากับ 5.64 และ 9.16 กิโลวัตต์ จากสารทำงาน R218 ที่แหล่งความร้อนอุณหภูมิ 100 และ 110 องศาเซลเซียส ตามลำดับ ในขณะเดียวกัน ที่แหล่งความร้อนอุณหภูมิ 120 องศาเซลเซียส ได้งานสุทธิเท่ากับ 12.88 กิโลวัตต์ จากสารทำงาน R143a นอกจากนี้ งานสุทธิสูงสุดที่ได้จากโรงไฟฟ้า TLC จากการใช้สารทำงานเฮปเทน มีค่าเท่ากับ 7.96, 12.27 และ 17.38 กิโลวัตต์ ที่แหล่งความร้อนอุณหภูมิ 100, 110 และ 120 องศาเซลเซียส ตามลำดับ
วารสารวิชาการและวิจัย มทร.พระนคร

บรรณานุกรม

EndNote

APA

Chicago

MLA

ดิจิตอลไฟล์

Digital File
DOI Smart-Search
สวัสดีค่ะ ยินดีให้บริการสอบถาม และสืบค้นข้อมูลตัวระบุวัตถุดิจิทัล (ดีโอไอ) สำนักการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ค่ะ