|
ความเหมาะสมของโมเดลการวัดความเป็นพลเมืองดิจิทัลของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายแบบสะท้อนและแบบก่อตัว : การวิเคราะห์ด้วยสถิติแบบเบส์ |
|---|---|
| รหัสดีโอไอ | |
| Creator | พิมพ์ลักษณ์ เจริญวานิชกูร |
| Title | ความเหมาะสมของโมเดลการวัดความเป็นพลเมืองดิจิทัลของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายแบบสะท้อนและแบบก่อตัว : การวิเคราะห์ด้วยสถิติแบบเบส์ |
| Contributor | สิวะโชติ ศรีสุทธิยากร, กนิษฐ์ ศรีเคลือบ |
| Publisher | ภาควิชาวิจัยและจิตวิทยาการศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย |
| Publication Year | 2567 |
| Journal Title | วารสารวิธีวิทยาการวิจัย Journal of Research Methodology |
| Journal Vol. | 37 |
| Journal No. | 2 |
| Page no. | 109-134 |
| Keyword | ความเป็นพลเมืองดิจิทัล, โมเดลการวัดแบบสะท้อน, โมเดลการวัดแบบก่อตัว, สถิติแบบเบส์, Digital Citizenship, Reflective Measurement Model, Formative Measurement Model, Bayesian Statistics |
| URL Website | https://so12.tci-thaijo.org/index.php/jrm/ |
| Website title | วารสารวิธีวิทยาการวิจัย Journal of Research Methodology |
| ISSN | ISSN online 2697-4836 |
| Abstract | การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบความเหมาะสมของโมเดลการวัดความเป็นพลเมืองดิจิทัลของนักเรียนระหว่างโมเดลการวัดแบบสะท้อนและแบบก่อตัว 2) เปรียบเทียบความเป็นพลเมืองดิจิทัลและองค์ประกอบของความเป็นพลเมืองดิจิทัลของนักเรียนที่มีภูมิหลังต่างกัน โดยกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายในโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เขตกรุงเทพมหานคร จำนวน 450 คน ได้มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบสองขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบวัดความเป็นพลเมืองดิจิทัล จำนวน 46 ข้อ วิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติบรรยาย สถิติทดสอบทีแบบอิสระต่อกัน การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียวแบบตัวแปรพหุนาม รวมทั้งการวิเคราะห์เปรียบเทียบรายคู่ การวิเคราะห์ด้วยสถิติแบบเบส์ และการวิเคราะห์ด้วยสถิติแบบความถี่ ด้วยโปรแกรม Mplus และ SmartPLS ผลการวิจัยพบว่า 1) โมเดลการวัดความเป็นพลเมืองดิจิทัลของนักเรียนแบบสะท้อน (BIC = 12925.857) มีความเหมาะสมมากกว่าโมเดลการวัดแบบก่อตัว (BIC = 12718.760) 2) นักเรียนมีความเป็นพลเมืองดิจิทัลอยู่ในระดับปานกลาง และองค์ประกอบของความเป็นพลเมืองดิจิทัล การรู้ดิจิทัล การมีส่วนร่วมทางดิจิทัล การมีจริยธรรมในการใช้ดิจิทัล และการปกป้องตนเองในโลกดิจิทัลอยู่ในระดับปานกลาง ส่วนการรักษาอัตลักษณ์ในโลกดิจิทัลอยู่ในระดับสูง 3) ความเป็นพลเมืองดิจิทัลของนักเรียน เมื่อเปรียบเทียบตามเพศ ระดับชั้น ระยะเวลาที่ใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อการพักผ่อน และระยะเวลาที่ใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อพบปะกับเพื่อนฝูง พบว่ามีความเป็นพลเมืองดิจิทัลแตกต่างกันแต่ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 แต่เมื่อเปรียบเทียบตามแผนการเรียน ขนาดโรงเรียน และระยะเวลาที่ใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อการศึกษา พบว่ามีความเป็นพลเมืองดิจิทัลแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และเมื่อพิจารณาองค์ประกอบของความเป็นพลเมืองดิจิทัล พบว่า องค์ประกอบที่ 1 การรู้ดิจิทัล และองค์ประกอบที่ 3 การรักษาอัตลักษณ์ในโลกดิจิทัล นักเรียนที่ศึกษาในแผนการเรียนต่างกัน ขนาดโรงเรียนต่างกัน และระยะเวลาที่ใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อการศึกษาต่างกัน มีคะแนนเฉลี่ยแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 องค์ประกอบที่ 2 การมีส่วนร่วมทางดิจิทัล นักเรียนที่เพศต่างกัน ศึกษาในแผนการเรียนต่างกัน และขนาดโรงเรียนต่างกัน มีคะแนนเฉลี่ยแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 องค์ประกอบที่ 4 การมีจริยธรรมในการใช้ดิจิทัล นักเรียนที่ศึกษาในแผนการเรียนต่างกัน และขนาดโรงเรียนต่างกัน มีคะแนนเฉลี่ยแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และองค์ประกอบที่ 5 การปกป้องตนเองในโลกดิจิทัล นักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยแตกต่างกันแต่ไม่พบนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05The purposes of this research were: 1) to compare the appropriateness of reflective and formative measurement models of students’ digital citizenship, and 2) to compare students’ digital citizenship and its components across different backgrounds. The sample, randomly selected using two-stage sampling, consisted of 450 secondary school students in schools under the Office of the Basic Education Commission (OBEC) in Bangkok. The instrument used in this research was a 46-item digital citizenship scale. Data were analyzed using descriptive statistics, t-tests, one-way ANOVA, one-way MANOVA, post-hoc comparisons, and analysis with Bayesian and frequentist statistics using Mplus and SmartPLS programs. The results of the research revealed that: 1) The reflective measurement model of students’ digital citizenship was more appropriate than the formative measurement model (Reflective–Reflective: BIC = 12,925.857; Reflective–Formative: BIC = 12,718.760). 2) The students’ digital citizenship was at a medium level, with Digital Literacy, Digital Participation, Digital Ethics, and Digital Protection also at medium levels, while Digital Identity was at a high level. 3) Significant differences at the .05 level were found in students’ digital citizenship based on program, school size, and the amount of time spent using the internet for studying, but not for gender, grade, or the amount of time spent using the internet for leisure and socializing. Regarding the components of digital citizenship, it was found that for the first component (Digital Literacy) and the third component (Digital Identity), students’ mean scores differed significantly by program, school size, and the amount of time spent using the internet for studying at the .05 level of significance. For the second component (Digital Participation), students’ mean scores differed significantly by gender, program, and school size at the .05 level. For the fourth component (Digital Ethics), students’ mean scores differed significantly by program and school size at the .05 level. However, for the fifth component (Digital Protection), no significant differences were found at the .05 level. |