การพัฒนาทิศทางงานวิจัยในองค์การโดยใช้เทคนิค ZOPP และ Force Field Analysis
รหัสดีโอไอ
Creator ศุภลักษณ์ วัฒนาเฉลิมยศ , สวัสดิรักษ์ ใสงาม
Title การพัฒนาทิศทางงานวิจัยในองค์การโดยใช้เทคนิค ZOPP และ Force Field Analysis
Publisher คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์
Publication Year 2557
Journal Title วารสารการพัฒนางานประจำสู่งานวิจัย
Journal Vol. 1
Journal No. 1
Page no. 12
Keyword ZOPP,Force field analysis, ทิศทางงานวิจัย
ISSN ISSN2392-568X
Abstract การกำหนดทิศทางการดำเนินงานวิจัยขององค์การ มีส่วนสำคัญในการทำให้องค์การมีเป้าหมายในการดำเนินงานวิจัยที่เป็นไปในทิศทางเดียวกันโดยสอดคล้องกับสถานการณ์ของประเทศบนพื้นฐานของยุทธศาสตร์การวิจัยระดับชาติและความต้องการของพื้นที่ การนำกระบวนการระดมความคิด Ziel Orientierte Projekt Planung(ZOPP/ซ็อพ) และเทคนิคการวิเคราะห์แรงผลัก แรงต้าน (Force Field Analysis: FFA) มาใช้ในการดำเนินการหาทิศทางวิจัยในองค์การครั้งนี้ เป็นการนำกิจกรรมในรูปแบบใหม่ๆ มาใช้ในการวิเคราะห์ปัญหาและหาข้อสรุปร่วมกันจากความคิดเห็นที่หลากหลาย โดยผู้ร่วมกระบวนการทุกคนสามารถแสดงความคิดได้อย่างอิสระและเท่าเทียมกันจากการเขียนความคิดเห็นลงในกระดาษและนำสู่การแปลผลตามค่าคะแนนที่กำหนดไว้ ทั้งนี้ยังสามารถมองเห็นระดับความรุนแรงโดยการจัดลำดับค่าน้ำหนักความสำคัญ และความเป็นไปได้ของแต่ละประเด็นทำให้สามารถบริหารจัดการแผนการทำงานในระยะสั้น กลาง หรือยาวได้อย่างครอบคลุม ผลการใช้กระบวนการดังกล่าวในการพัฒนาทิศทางการวิจัยในองค์การพบว่า ได้ประเด็นปัญหาของพื้นที่ในชุมชนรอบองค์การที่มีความสำคัญและมีความเป็นไปได้ในการแก้ไข 3 ประเด็นหลัก และยังพบว่าสอดคล้องกับกลุ่มเรื่องงานวิจัยที่องค์การต้องการมุ่งเน้นในจำนวน 12 กลุ่มเรื่อง นอกจากนี้ยังได้จัดอันดับความสำคัญสำหรับการวางแผนงานจากข้อสรุปปัจจัยสนับสนุนในการทำงานวิจัย 8 ปัจจัย และปัจจัยอุปสรรค 9 ปัจจัย ซึ่งมีความสอดคล้องกับหลักทรัพยาการบริหาร 4M (บุคลากรวิจัย, ทุนวิจัย, วัสดุอุปกรณ์วิจัยและการจัดการ) มีความพึงพอใจในภาพรวมของการจัดกิจกรรมพัฒนาทิศทางการวิจัยอยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย 4.13) เทคนิคการระดมความคิดเห็นมีความเหมาะสมในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย 4.20) สามารถนำไปใช้ในการบริหารและพัฒนาของมหาวิทยาลัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งทิศทางงานวิจัยที่ได้นั้นมีความสอดคล้องกับยุทธศาสตร์การวิจัยระดับชาติในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย3.87) และมีความเป็นไปได้ในการปฏิบัติในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย 3.54) ในขณะที่ความเป็นไปได้ที่องค์การสามารถส่งเสริมปัจจัยสนับสนุน และลดปัจจัยอุปสรรค อยู่ในระดับปานกลาง (ค่าเฉลี่ย 3.46 และ 3.29) ผู้เข้าร่วมกิจกรรมเห็นว่าการจัดกิจกรรมพัฒนาเป้าหมายงานวิจัยมีประโยชน์ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย 3.96) จึงสามารถสรุปได้ว่าผู้เข้าร่วมกิจกรรมและผู้ที่เกี่ยวข้องในการพัฒนาทิศทางการวิจัยในครั้งนี้ เห็นด้วยและพึงพอใจกับการพัฒนาทิศทางการวิจัย ผลการวิจัยดังกล่าวได้นำไปพัฒนาการปฏิบัติงานโดยพัฒนาระบบเครือข่ายงานวิจัย จัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างนักวิจัย เพื่อเสริมสร้างบรรยากาศการวิจัย รวมทั้งเพิ่มช่องทางประชาสัมพันธ์ข่าวสารและทุนวิจัย นอกจากการนำทิศทางการวิจัยที่ได้นำเสนอกับผู้บริหารเพื่อใช้เป็นกรอบการดำเนินงานวิจัยแล้ว ยังนำผลลัพธ์ด้านปัจจัยสนับสนุนและปัจจัยอุปสรรคไปสรุปเป็นแนวทางสนับสนุน 6 แนวทางเพื่อให้ผู้บริหารใช้ประกอบนโยบายการส่งเสริมการดำเนินงานวิจัยด้วย
ณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ ม.มหิดล

บรรณานุกรม

EndNote

APA

Chicago

MLA

ดิจิตอลไฟล์

Digital File
DOI Smart-Search
สวัสดีค่ะ ยินดีให้บริการสอบถาม และสืบค้นข้อมูลตัวระบุวัตถุดิจิทัล (ดีโอไอ) สำนักการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ค่ะ