|
อิทธิพลของการเชื่อมความต้านทานแบบจุดที่มีต่อความต้านทานแรงดึงเฉือนและการเกิดสารประกอบเชิงโลหะระหว่างรอยต่อต่างชนิดของเหล็กกล้าคาร์บอนผสมต่ำ SPFH780 และอะลูมิเนียมผสม 5052 |
|---|---|
| รหัสดีโอไอ | |
| Creator | ประจักร จัตกุล |
| Title | อิทธิพลของการเชื่อมความต้านทานแบบจุดที่มีต่อความต้านทานแรงดึงเฉือนและการเกิดสารประกอบเชิงโลหะระหว่างรอยต่อต่างชนิดของเหล็กกล้าคาร์บอนผสมต่ำ SPFH780 และอะลูมิเนียมผสม 5052 |
| Contributor | ยิ่งยศ ทิพย์ศรีราช, ศราวุธ จันทร์กลาง, วัชนะชัย จูมผา, ฐิติ หมอรักษา, พิเชฐ หาญกล้า, พัชราภร อุดร, นิวัฒน์ มูเก็ม, จิตติวัฒน์ นิธิกาญจนธาร, วรรณนิศา นุชคุ้ม, ธีรวุฒิ เขื่อนแก้ว, วรชัย มั่นศิลป์, พิชิต แก้วโกสุม, วิชัย บุญโก่ง |
| Publisher | สมาคมเครือข่ายราชมงคลด้านเทคโนโลยีการผลิตและการจัดการ |
| Publication Year | 2569 |
| Journal Title | วารสารเทคโนโลยีการผลิตและการจัดการ |
| Journal Vol. | 5 |
| Journal No. | 1 |
| Page no. | 1-18 |
| Keyword | การเชื่อมความต้านทานแบบจุด, เหล็กกล้าคาร์บอนผสมต่ำ SPFH780, อะลูมิเนียมผสม 5052, การก่อตัวของชั้นสารประกอบเชิงโลหะ, ความต้านทานแรงดึงเฉือน |
| URL Website | https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/jMMT |
| Website title | วารสารเทคโนโลยีการผลิตและการจัดการ |
| ISSN | 2821-9597 |
| Abstract | งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอิทธิพลของระดับกระแสไฟฟ้าและชนิดของพัลส์ในการจ่ายกระแสไฟฟ้าในการเชื่อมความต้านทานแบบจุดที่มีต่อสมบัติทางกลและพฤติกรรมการก่อตัวของชั้นสารประกอบเชิงโลหะบริเวณรอยต่อระหว่างเหล็กกล้าคาร์บอนผสมต่ำ SPFH780 ความหนา 1.60 mm และอะลูมิเนียมผสม 5052 ความหนา 1.50 mm โดยทำการศึกษาเปรียบเทียบระหว่างการจ่ายกระแสไฟฟ้าชนิดพัลส์เดี่ยวและพัลส์คู่ที่กระแสไฟฟ้า 11000, 11500, 12000 และ 12500 แอมแปร์ (Ampere: A) ผลการศึกษาพบว่าการเชื่อมความต้านทานแบบจุดด้วยชนิดพัลส์คู่ให้ค่าความต้านทานแรงดึงเฉือนเฉลี่ยสูงกว่าการเชื่อมด้วยชนิดพัลส์เดี่ยวในทุกระดับกระแสไฟฟ้า โดยเฉพาะที่ระดับกระแสไฟฟ้า 12500 A ให้ค่าความต้านทานแรงดึงเฉือนเฉลี่ยสูงสุดเท่ากับ 4534.654 N เนื่องจากการจ่ายกระแสไฟฟ้าแบบพัลส์คู่สามารถควบคุมวัฏจักรความร้อนและลดการสะสมความร้อนส่วนเกินได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้สามารถจำกัดการเจริญเติบโตของชั้นสารประกอบเชิงโลหะ Fe2Al5 และ FeAl3 ที่มีความเปราะสูงให้มีความหนาที่เหมาะสมได้ดีกว่า จากการวิเคราะห์โครงสร้างจุลภาคด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่องกราดและการกระจายตัวของธาตุ พบว่าการเพิ่มกระแสไฟฟ้าส่งผลโดยตรงต่อการเพิ่มพลังงานความร้อน ทำให้ขนาดของนักเก็ตเชื่อมขยายตัวขึ้นและเพิ่มขีดความสามารถในการรับภาระทางกลของรอยเชื่อม สรุปได้ว่ากระบวนการเชื่อมแบบพัลส์คู่เป็นเทคนิคที่มีประสิทธิภาพสูงในการปรับปรุงสมบัติทางกลและควบคุมการก่อตัวของสารประกอบบริเวณรอยต่อของโลหะต่างชนิดได้ |