|
ปัจจัยที่มีผลต่อการจัดระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉินเพื่อตอบโต้ต่อสถานการณ์การแพร่ระบาดโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ของหน่วยปฏิบัติการประเภทปฏิบัติการแพทย์ระดับพื้นฐาน จังหวัดลำพูน |
|---|---|
| รหัสดีโอไอ | |
| Creator | วันเพ็ญ โพธิยอด |
| Title | ปัจจัยที่มีผลต่อการจัดระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉินเพื่อตอบโต้ต่อสถานการณ์การแพร่ระบาดโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ของหน่วยปฏิบัติการประเภทปฏิบัติการแพทย์ระดับพื้นฐาน จังหวัดลำพูน |
| Contributor | - |
| Publisher | สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ |
| Publication Year | 2565 |
| Journal Title | Journal of Emergency Medical Services of Thailand |
| Journal Vol. | 2 |
| Journal No. | 2 |
| Page no. | 114-125 |
| Keyword | การจัดระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉิน, ตอบโต้ต่อสถานการณ์การแพร่ระบาดโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019, หน่วยปฏิบัติการประเภทปฏิบัติการแพทย์ระดับพื้นฐาน |
| URL Website | https://he03.tci-thaijo.org/index.php/Jemst-01JHS/index |
| Website title | THAIJO |
| ISSN | 27739708 |
| Abstract | สถานการณ์การแพร่ระบาดโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ส่งผลกระทบต่อการบริการการแพทย์ฉุกเฉิน ซึ่งต่อมามีการพัฒนารูปแบบมาตรฐานและแนวทางปฏิบัติ ส่งผลให้หน่วยปฏิบัติการทุกระดับมีการปรับเปลี่ยนเพื่อเตรียมความพร้อมและตอบโต้ต่อสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคดังกล่าว การวิจัยเชิงสำรวจเพื่อศึกษาปัจจัยด้านบุคคล และปัจจัยด้านองค์การที่มีอิทธิพลต่อการจัดระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉินในสถานการณ์การแพร่ระบาดโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ของหน่วยปฏิบัติการประเภทปฏิบัติการแพทย์ระดับพื้นฐาน จังหวัดลำพูน ประชากร คือ ผู้ปฏิบัติการในหน่วยปฏิบัติการแพทย์ระดับพื้นฐาน จังหวัดลำพูน จำนวน 424 คน กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 201 คน เป็นการสุ่มโดยใช้ตารางแสดงจำนวนประชากรและตัวอย่างที่จะสุ่มของ Krejcie RV และ Morgan DW เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา และสถิติเชิงวิเคราะห์ ผลการศึกษา พบว่า (1) ปัจจัยด้านบุคคลส่วนใหญ่เป็นเพศชายอายุระหว่าง 31-40 ปี การศึกษาระดับปริญญาตรี หรือเทียบเท่า เป็นอาสาสมัครฉุกเฉินการแพทย์ที่ปฏิบัติงานในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีประสบการณ์การทำงานด้านแพทย์ฉุกเฉินเฉลี่ย 5 ปี ภาระงานเฉลี่ย 30 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ การอบรมเพิ่มเติมจำนวน 1 - 5 ครั้ง เฉลี่ย 2 ครั้ง ด้านความสามารถและทักษะการปฏิบัติงาน อยู่ระดับมากที่สุด (Mean=4.54, SD=0.46) (2) ปัจจัยด้านองค์การที่ส่งผลต่อการปฏิบัติงาน ภาพรวมอยู่ในระดับมาก (Mean=4.19, SD=0.63) ได้แก่ ด้านการประสานงาน การรายงาน การวางแผนองค์การ การควบคุมสั่งการ การจัดการองค์การ การสนับสนุน การสื่อสาร การจัดการสารสนเทศ การจัดการบุคลากร และด้านการจัดการงบประมาณ (3) การจัดบริการการแพทย์ฉุกเฉินตามมาตรฐานความปรกติใหม่ ภาพรวมอยู่ในระดับปฏิบัติเกือบทุกครั้ง (Mean=4.36, SD=0.54) และ (4) ปัจจัยด้านบุคคล และปัจจัยองค์การมีผลต่อการจัดระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉินเพื่อตอบโต้ต่อสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ 0.05 ปัจจัยที่มีอิทธิพลสูงตามลำดับคือ การสื่อสาร การจัดการองค์การ การวางแผน ภาระงาน และการศึกษา (?=0.22 , 0.19 , 0.14, 0.08 และ 0.07) โดยสามารถร่วมกันทำนายการจัดระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉินเพื่อตอบโต้ต่อสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ได้ร้อยละ 48.2 (R 2=48.2) ข้อเสนอแนะต่อการจัดระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉิน ทุกองค์กรควรจัดทำแผนบริหารความต่อเนื่องในการป้องกัน ควบคุม และตอบสนองต่อสถานการณ์วิกฤต สามารถปรับใช้ในกรณีเกิดการแพร่ระบาดโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 และสนับสนุนการพัฒนาความรู้ ทักษะแก่ผู้ปฏิบัติงานตามมาตรฐานความปรกติใหม่ |