|
นวัตกรรมนิเทศศาสตร์เพื่อการพัฒนา: นวัตกรรมท้องถิ่น (LOCAL INNOVATIONS) การจัดการภัยพิบัติโดยอาศัยชุมชนเป็นฐานภายใต้นโยบายการกระจายอำนาจกรณีศึกษา เทศบาลนครปากเกร็ด |
|---|---|
| รหัสดีโอไอ | |
| Creator | เพิ่มพร รวมเมฆ |
| Title | นวัตกรรมนิเทศศาสตร์เพื่อการพัฒนา: นวัตกรรมท้องถิ่น (LOCAL INNOVATIONS) การจัดการภัยพิบัติโดยอาศัยชุมชนเป็นฐานภายใต้นโยบายการกระจายอำนาจกรณีศึกษา เทศบาลนครปากเกร็ด |
| Publisher | คณะนิเทศศาสตร์และนวัตกรรมการจัดการ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ |
| Publication Year | 2559 |
| Journal Title | วารสารนิเทศศาสตร์และนวัตกรรม นิด้า |
| Journal Vol. | 3 |
| Journal No. | 1 |
| Page no. | 105-136 |
| Keyword | การกระจายอำนาจ, การมีส่วนร่วม, การจัดการภัยพิบัติโดยอาศัยชุมชนเป็นฐาน, นวัตกรรมท้องถิ่น, Decentralization, Participation, Community - Based Disaster Management, Local Innovations |
| ISSN | 2392-5566 |
| Abstract | การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิภาพในการจัดการภัยพิบัติโดยอาศัยชุมชนเป็นฐาน กรณีศึกษา: เทศบาลนครปากเกร็ด โดยทำการศึกษาในมิติของการกระจายอำนาจไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและลักษณะการมีส่วนร่วมของชุมชน ทั้งยังเป็นการตรวจสอบและทำความเข้าใจสภาพปัญหาและอุปสรรคด้านการกระจายอำนาจและด้านการจัดการภัยพิบัติโดยอาศัยชุมชนเป็นฐานของท้องถิ่น พร้อมทั้งเสนอแนะแนวทางการแก้ไข โดยผู้ศึกษาอาศัยการศึกษาข้อมูลจากเอกสารและการศึกษาข้อมูลภาคสนามด้วยระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ ได้แก่ การสังเกต การสัมภาษณ์เชิงลึก และการสนทนากลุ่ม โดยเลือกผู้ให้ข้อมูลสำคัญแบบเจาะจงจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย จำนวน 12 ท่าน ประกอบด้วย ชาวบ้าน ตัวแทนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นซึ่งปฏิบัติงานด้านการจัดการภัยพิบัติ และผู้เชี่ยวชาญด้านภัยพิบัติ ส่วนในการสนทนากลุ่มมีผู้ร่วมสนทนา จำนวน 8 ท่าน เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในประเด็นหลัก คือ การมีส่วนร่วมระหว่างชุมชนกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และการจัดการภัยพิบัติโดยอาศัยชุมชนเป็นฐาน นอกจากนี้ ยังศึกษาเปรียบเทียบผ่านปรากฏการณ์การเกิดอุทกภัยในปี พ.ศ. 2538 และ ปีพ.ศ. 2554 โดยมีสมมติฐานชั่วคราวในการศึกษา กล่าวคือ การกระจายอำนาจไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามแนวคิดของการกระจายอำนาจ ทำให้ท้องถิ่นมีอิสระในการจัดการตนเองและการที่ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการภัยพิบัติจะช่วยยกระดับความสามารถของท้องถิ่นในการจัดการภัยพิบัติโดยอาศัยชุมชนเป็นฐาน (Community Based Disaster Risk Management: CBDRM) ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ผลการศึกษาพบว่า ในการจัดการภัยพิบัติขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะต้องได้รับการประกาศพื้นที่ประสบอุทกภัยจากหน่วยงานส่วนกลางของรัฐก่อนจึงจะสามารถนำงบประมาณออกมาใช้ได้ แต่เนื่องจากเทศบาลนครปากเกร็ดเผชิญปัญหาอุทกภัยมาเป็นระยะเวลานานตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน ประสบการณ์และการเรียนรู้ของเจ้าหน้าที่ของเทศบาล ประธานชุมชน และชาวบ้าน จึงทำให้มีการบริหารจัดการและการวางแผนล่วงหน้าอย่างเป็นระบบ มีความเข้าใจต่อสภาพปัญหาเป็นอย่างดีสะท้อนผ่านนครปากเกร็ดโมเดล (Pakkret Model) ซึ่งนับเป็นนวัตกรรมท้องถิ่นด้านการจัดการภัยพิบัติ กล่าวคือ นครปากเกร็ดโมเดลสะท้อนให้เห็นการวางแผนอย่างเป็นระบบ มีการอาศัยเทคโนโลยี และการสื่อสาร ก่อให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ การแลกเปลี่ยนทางความคิดอย่างสร้างสรรค์นำไปสู่การเสนอแนวทางและการร่วมมือกันของชุมชน อาสาสมัคร องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและภาคส่วนอื่นๆ ในจัดการกับภัยพิบัติโดยอาศัยชุมชนเป็นฐานเพื่อจัดการกับมหาอุทกภัยปี พ.ศ. 2554 นอกจากนี้ เทศบาลนครปากเกร็ดเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขนาดใหญ่ มีรายได้เพียงพอ มีการวางแผนการใช้จ่าย มีการบริหารบุคลากรที่สอดคล้องกับภารกิจต่างๆ มีอิสระในการบริหารท้องถิ่น ประกอบกับความสามารถของผู้นำ ความเสียสละและความร่วมมือของชาวบ้านที่เป็นอาสาสมัครทั้งในและนอกพื้นที่ รวมถึงความร่วมมือระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จึงสามารถจัดการภัยพิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้ว่าท้องถิ่นจะมีข้อจำกัดเกี่ยวกับการขาดแคลนบุคลากรผู้เชี่ยวชาญ หรืออัตรากำลังของเจ้าหน้าที่เนื่องจากข้อกำหนดเรื่องค่าใช้จ่ายด้านการบริหารงานบุคคล กล่าวคือ กำหนดค่าใช้จ่ายไว้ไม่เกินร้อยละ 40 ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี แต่ด้วยความร่วมมือในหลายภาคส่วนปัญหาดังกล่าวจึงไม่เป็นอุปสรรคต่อการจัดการภัยพิบัติของเทศบาลนครปากเกร็ด ข้อเสนอแนะจากการศึกษา คือ ภาครัฐควรถ่ายโอนทรัพยากรด้านการจัดการอุทกภัยให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีศักยภาพซึ่งเป็นต้นแบบในด้านการจัดการภัยพิบัติ นอกจากนี้ ควรพัฒนาข้อมูลสถานการณ์อุทกภัย ระดับน้ำ และระบบการสื่อสาร เพื่อเป็นประโยชน์กับการประสานงานกันของทุกภาคส่วน ขณะเดียวกันองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นควรเตรียมพร้อมเพื่อรับการถ่ายโอนภารกิจจากส่วนกลาง โดยเริ่มจากปรับปรุงโครงสร้างองค์การให้มีความเฉพาะด้าน และส่งเสริมการมีส่วนร่วมในลักษณะของเครือข่าย พร้อมทั้งสร้างจิตสำนึกด้านความปลอดภัยให้กับชุมชนท้องถิ่นและประชาชนทั่วไป |