|
การสื่อสารอย่างมีส่วนร่วมเพื่อสร้างความตระหนักรู้สิทธิขั้นพื้นฐาน ของแรงงานเด็กข้ามชาติในชุมชนจังหวัดสมุทรสาคร |
|---|---|
| รหัสดีโอไอ | |
| Creator | กุลฤดี นุ่มทอง |
| Title | การสื่อสารอย่างมีส่วนร่วมเพื่อสร้างความตระหนักรู้สิทธิขั้นพื้นฐาน ของแรงงานเด็กข้ามชาติในชุมชนจังหวัดสมุทรสาคร |
| Publisher | คณะนิเทศศาสตร์และนวัตกรรมการจัดการ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ |
| Publication Year | 2558 |
| Journal Title | วารสารนิเทศศาสตร์และนวัตกรรม นิด้า |
| Journal Vol. | 2 |
| Journal No. | 2 |
| Page no. | 71-100 |
| Keyword | การสื่อสารอย่างมีส่วนร่วม, แรงงานเด็กข้ามชาติ, การสื่อสารเพื่อการพัฒนา, Participating communication, the migrant children labor, communication for developing |
| ISSN | 2392-5566 |
| Abstract | การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการสื่อสารอย่างมีส่วนร่วมเพื่อสร้างความตระหนักรู้สิทธิขั้นพื้นฐานของแรงงานเด็กข้ามชาติในชุมชนจังหวัดสมุทรสาคร โดยเป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) โดยสร้างช่องทางการสื่อสารอย่างมีส่วนร่วมให้กับชุมชนแรงงานข้ามชาติ อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีจำนวนแรงงานข้ามชาติมากที่สุด เป็นพื้นที่เสี่ยงและมีปัญหาการใช้แรงงานเด็กข้ามชาติ ผลการวิจัยมีดังนี้รูปแบบการสื่อสารอย่างมีส่วนร่วมเพื่อสร้างความตระหนักรู้สิทธิขั้นพื้นฐานของแรงงานเด็กข้ามชาติในชุมชนจังหวัดสมุทรสาคร ก่อนที่ผู้วิจัยจะเสริมศักยภาพการสื่อสารอย่างมีส่วนร่วม พบว่า มีรูปแบบการสื่อสารที่มีทิศทางการสื่อสารแบบทางเดียว (One-way Communication) มีการไหลของข้อมูลข่าวสารแบบบนลงล่าง (Top-down Communication) ที่เป็นการสื่อสารแบบแนวตั้ง (Vertical Communication) โดยที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่จากมูลนิธิเครือข่ายส่งเสริมคุณภาพชีวิตแรงงาน จะมีบทบาทเป็นผู้ส่งสาร (Sender) ทำให้ส่วนใหญ่มีการไหลของข้อมูลข่าวสารจากภายนอกสู่ภายในชุมชน และคนในชุมชนส่วนใหญ่มีบทบาทเป็นผู้รับสาร (Receiver) ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดของการมีส่วนร่วม แบบรับ (Passive)มีเพียงส่วนน้อยที่ทำหน้าที่เป็นผู้ส่งสาร ซึ่งชาวบ้านที่เป็นผู้ส่งสารนั้นมักจะได้รับการมอบหมายจากผู้นำชุมชนมาอีกที เกี่ยวกับเรื่องการจัดกิจกรรมภายในชุมชน โดยนิยมสื่อสารด้วยวาจาจากการศึกษาพบว่าแรงงานข้ามชาติในชุมชนจังหวัดสมุทรสาครมีปัจจัยสนับสนุนและปัจจัยอุปสรรค ดังนี้ (1) ปัจจัยด้านลักษณะทางเศรษฐกิจ พบว่าคนในชุมชนมีอุปสรรคด้านงานที่ทำ เวลา และรายได้ของครอบครัว (2) ปัจจัยด้านการสื่อสาร พบว่าจุดเด่นของคนในชุมชนคือ การยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น และเปิดใจรับตัวกลางภายนอกเข้าไปร่วมพัฒนา แต่อุปสรรคคือ ปัญหาการสื่อสารที่ไม่เข้าใจ ขาดช่องทางการสื่อสาร และคนในชุมชนขาดการมีส่วนร่วมในการสื่อสาร (3) ปัจจัยด้านวัฒนธรรมและสังคม พบว่าในสภาพชุมชนแออัด แต่คนในชุมชนกลับมีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้น ประกอบกับผู้นำชุมชนเข้มแข็ง แต่ในทางกลับกันยังคงมีช่องว่างของทัศนคติระหว่างคนไทยและแรงงานข้ามชาติอยู่ (4) ปัจจัยด้านนโยบาย นายจ้าง และรัฐบาล พบปัจจัยสนับสนุนคือ ความต้องการรับรู้สิทธิขั้นพื้นฐาน แต่ยังคงมีอุปสรรคคือความเกรงกลัวนายจ้างและเจ้าหน้าที่ของรัฐในการเสริมศักยภาพการสื่อสารอย่างมีส่วนร่วมให้กับชุมชน ได้มุ่งการเปลี่ยนบทบาททางการสื่อสาร จากผู้รับสารแบบรับ (Passive)เป็นผู้รับสารแบบรุก (Active) เปลี่ยนจาก "ผู้รับสาร" เป็น "ผู้ส่งสาร" การปรับเปลี่ยนทิศทางการสื่อสาร "แบบทางเดียว" เป็น "แบบสองทาง" การปรับเปลี่ยนการไหลข้อมูลข่าวสารจาก "บนลงล่าง" เป็น "ล่างขึ้นบน" ปรับเปลี่ยนการไหลข้อมูลข่าวสารจาก "แนวตั้ง" เป็น "แนวนอน" โดยผู้วิจัยได้เลือกกลยุทธ์การสื่อสาร ได้แก่ การจัดประชุม การจัดอบรมสิทธิของแรงงานเด็กข้ามชาติ การสร้างสื่อชุมชน และการมอบสื่อผลจากการเสริมศักยภาพการสื่อสารชุมชนด้วยกลยุทธ์การสื่อสารอย่างมีส่วนร่วมแล้ว ทำให้รูปแบบการสื่อสารของคนในชุมชนเปลี่ยนแปลงไปสู่การมีส่วนร่วม ทั้งในด้านบทบาทการสื่อสาร ทิศทางการสื่อสาร การไหลของข้อมูลข่าวสาร ซึ่งจากการสื่อสารอย่างมีส่วนร่วมภายในชุมชน ส่งผลให้นายจ้างและองค์กรต่าง ๆ มีปฏิกิริยาตอบกลับ เช่น การส่งเสริมให้เด็กข้ามชาติได้มีโอกาสเรียนหนังสือ และได้สร้างศูนย์การเรียนรู้เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กข้ามชาติได้เข้ามาศึกษาร่วมกับนักเรียนไทย รวมถึงเป็นการลดช่องว่างความแตกต่างระหว่างเชื้อชาติไปในทางที่ดีขึ้นอีกด้วย |