|
การประเมินเครื่องมือธรรมาภิบาล : การมีส่วนร่วมและการเสริมแรงพลังชุมชน |
|---|---|
| รหัสดีโอไอ | |
| Creator | บุญทิวา บุญกลัด |
| Title | การประเมินเครื่องมือธรรมาภิบาล : การมีส่วนร่วมและการเสริมแรงพลังชุมชน |
| Publisher | สาขารัฐประศาสนศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ |
| Publication Year | 2558 |
| Journal Title | วารสารรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏกาฬสินธุ์ |
| Journal Vol. | 4 |
| Journal No. | 1 |
| Page no. | 121-140 |
| Keyword | การมีส่วนร่วม, การเสริมพลัง, เครื่องมือธรรมาภิบาล, Participation, Empowerment, Governance Measure |
| URL Website | https://so01.tci-thaijo.org/index.php/gjournal-ksu |
| Website title | วารสารการบริหารปกครอง มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ |
| ISSN | ISSN 2286-9328 (Print) |
| Abstract | การวิจัยประเมินเครื่องมือธรรมาภิบาลนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการสะพานเสริมสร้างประชาธิปไตย (Sapan) ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนจากองค์การเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศ (USAID) รัฐบาลประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อประเมินผลการนำเครื่องมือธรรมาภิบาลบัตรศักยภาพชุมชน (Community Scorecard) และข้อตกลงพลเมือง (Citizen Charter) ไปใช้ในคณะทำงานเครื่องมือธรรมาภิบาลในสามพื้นที่คือ คณะทำงานบ้านทัพไทย คณะทำงานบ้านหนองจาน และคณะทำงานบ้านหนองแกซึ่งทั้งสามพื้นที่อยู่ในพื้นที่ อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อนำแนวทางการศึกษาไปใช้ประกอบการตัดสินใจดำเนินการและปรับเปลี่ยนการดำเนินงานของโครงการต่อไป แนวคิดทฤษฎีที่นำมาใช้ประกอบการศึกษาครั้งนี้ได้แก่ การมีส่วนร่วม (Participation) และการเสริมพลัง (Empowerment) ผลการศึกษาพบว่า บัตรคะแนนศักยภาพชุมชนและสัญญาใจพลเมือง ถือได้ว่าเป็นเครื่องมือที่สำคัญในกระบวนการเสริมศักยภาพและสร้างการเรียนรู้กระบวนการประชาธิปไตยให้กับคณะทำงานเครื่องมือธรรมภิบาล เห็นได้จากการมีส่วนร่วมของคณะทำงานในภาพรวมนั้นมีการเปลี่ยนแปลงในด้านบวกอย่างชัดเจนหากพิจารณาตามแนวคิดของ Pretty (1995) จากเดิมที่คณะทำงานส่วนใหญ่มีระดับการมีส่วนร่วมในแบบ ‘การมีส่วนร่วมที่ไม่จริง’ และ ‘การมีส่วนร่วมแบบเฉื่อยชา’ ปรับเปลี่ยนไปสู่การมีส่วนร่วม ‘แบบปรึกษาหารือ’ อย่างไรก็ตาม มีชาวบ้านบางคนที่มีความกระตือรือร้นในการทำงานกับโครงการ และได้แสดงความต้องการที่จะมีส่วนร่วมมากกว่าชาวบ้านกลุ่มอื่น ทำให้ชาวบ้านกลุ่มนี้เห็นความสำคัญของการมีส่วนร่วมมากขึ้นอย่างก้าวกระโดดไปสู่ ‘การมีส่วนร่วมที่มีปฏิสัมพันธ์’ แม้การเปลี่ยนแปลงเชิงทัศนคติจะไม่ได้เกิดกับคณะทำงานในระดับที่เท่ากันทุกคน แต่ก็สามารถแบ่งการเปลี่ยนแปลงในเชิงทัศนคติต่อการมีส่วนร่วมได้เป็น 2 ประเด็นหลักคือ 1) การเห็นความสำคัญของการมีส่วนร่วม และ 2) ด้านการตื่นตัวเรื่องที่ดินสาธารณะอย่างไรก็ตาม การเห็นความสำคัญของการมีส่วนร่วม และการตื่นตัวเรื่องที่ดินสาธารณะ ดังกล่าวข้างต้น ก็ยังมีข้อจำกัดที่ยังไม่สามารถเปลี่ยนไปสู่การปฏิบัติได้สมบูรณ์ โดยมีข้อจำกัดที่สำคัญหลายประการได้แก่ ข้อจำกัดด้านเวลาของโครงการข้อจำกัดด้านศักยภาพของคณะทำงานบางส่วน อีกทั้งข้อจำกัดของระบบราชการและตัวบทกฎหมายในการเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการที่ดินสาธารณะอย่างแท้จริง |