|
การสอบสวนการระบาดของไวรัสโคโรนา 2019 ในโรงงานแปรรูปอาหาร และกลยุทธ์การลดผลกระทบ จังหวัดสมุทรสาคร ปี 2563-2564 |
|---|---|
| รหัสดีโอไอ | |
| Creator | ชวิศา เจนครองธรรม |
| Title | การสอบสวนการระบาดของไวรัสโคโรนา 2019 ในโรงงานแปรรูปอาหาร และกลยุทธ์การลดผลกระทบ จังหวัดสมุทรสาคร ปี 2563-2564 |
| Contributor | ชนาธิป ไชยเหล็ก, ระพีพงศ์ สุพรรณไชยมาตย์, ภันทิลา ทวีวิกยการ |
| Publisher | กองนวัตกรรมและวิจัย กรมควบคุมโรค |
| Publication Year | 2566 |
| Journal Title | วารสารควบคุมโรค |
| Journal Vol. | 49 |
| Journal No. | 3 |
| Page no. | 657-670 |
| Keyword | โรคติดเชื้อโคโรนาไวรัส 2019, การสอบสวนโรค, แรงงานข้ามชาติ, โรงงานแปรรูปอาหาร, ประเทศไทย |
| URL Website | https://www.tci-thaijo.org/index.php/DCJ |
| Website title | เว็บไซต์วารสารควบคุมโรค |
| ISSN | 2651-1649 |
| Abstract | การระบาดของโรคไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ระลอก 2 ของประเทศไทยในช่วงเดือนธันวาคม 2563 มีจุดเริ่มต้นและศูนย์กลางอยู่ที่จังหวัดสมุทรสาคร ซึ่งเป็นศูนย์กลางการอุตสาหกรรมอาหารทะเลของไทยและเป็นชุมชนแรงงานข้ามชาติขนาดใหญ่ ซึ่งอยู่ในช่วงที่ยังไม่มีการให้วัคซีน โดยหลังจากพบการระบาดที่ตลาดกลางกุ้ง จังหวัดสมุทรสาคร กรมควบคุมโรคได้รับรายงานการระบาดในโรงงานแปรรูปอาหารขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง จึงทำการสอบสวนโรคและติดตามผู้สัมผัสใกล้ชิด โดยพบผู้ป่วยยืนยันตามนิยาม (confirmed case) ได้แก่ พนักงานของโรงงานแห่งนี้ที่มีผลตรวจทางห้องปฏิบัติการพบสารพันธุกรรมของเชื้อไวรัส SARS-CoV-2 โดยวิธี RT-PCR ระหว่างวันที่ 5 ธันวาคม 2563 ถึง 11 มีนาคม 2564 และผู้ป่วยเข้าข่าย (probable case) ได้แก่ พนักงานของโรงงานนี้ที่มีผลตรวจแอนติบอดีชนิด IgM หรือ IgG ต่อเชื้อไวรัส SARS-CoV-2 ให้ผลบวก จากเหตุการณ์ข้างต้น จึงได้ทำการศึกษา (1) เพื่อหาปัจจัยเสี่ยงต่อการติดเชื้อ SARS-CoV-2 โดยใช้วิธีวิจัยแบบ cross-sectional cohort study และสมการถดถอยปัวซองก์ (2) เพื่อค้นหาปัจจัยเสี่ยงต่อการติดเชื้อในพนักงานเฉพาะฝ่ายผลิต จำนวนทั้งสิ้น 2,811 คน จากพนักงานทั้งหมดในโรงงาน จำนวน 3,874 คน เพื่อหาปัจจัยเสี่ยงจำเพาะของขั้นตอนการแปรรูปอาหาร และ (3) ศึกษาสภาพแวดล้อมในโรงงานและสถานที่พักอาศัยของพนักงานที่ติดเชื้อ ผลการศึกษา พบผู้ป่วยทั้งหมด 1,663 ราย มีอุบัติการณ์การติดเชื้อในโรงงาน เป็นร้อยละ 42.9 เป็นผู้ป่วยยืนยัน จำนวน 959 ราย (ร้อยละ 57.6) ส่วนใหญ่เป็นแรงงานชาวเมียนมา จำนวน 1,450 ราย (ร้อยละ 87.2) อายุมัธยฐาน 32 ปี (Q1, Q3=26, 39) ส่วนใหญ่ไม่มีอาการแสดง จำนวน 1,449 ราย (ร้อยละ 87.1) ไม่พบผู้เสียชีวิต ผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นพนักงานจากฝ่ายผลิต (ร้อยละ 92.1) พบอุบัติการณ์การติดเชื้อในฝ่ายผลิต ร้อยละ 54.2 การศึกษาเชิงวิเคราะห์ พบว่า การทำงานในสายพานการผลิต (adjusted risk ratio (aRR) 1.63, 95% CI=1.05-2.51) ทำงานกะดึก (aRR 1.27, 95% CI=1.14-1.42) สัญชาติเมียนมา (aRR 1.90, 95% CI=1.54-2.34) และเพศหญิง (aRR 1.64, 95% CI=1.39-1.92) เป็นปัจจัยเสี่ยงของการเจ็บป่วย ซึ่งอาจเกิดจากการที่ฝ่ายผลิตเป็นการทำงานในพื้นที่ปิด มีความชื้นสูงเป็นเวลานาน มีตำแหน่งยืนระหว่างบุคคลห่างน้อยกว่า 2 ฟุต ทั้งนี้พบว่าชุมชนที่พนักงานอาศัยอยู่เป็นชุมชนที่มีแรงงานเมียนมาอาศัยอย่างหนาแน่น ไม่สามารถดำเนินการกักกันโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ อาจเป็นปัจจัยที่ทำให้โรคแพร่ระบาดในชุมชนและกระจายไปยังโรงงานอื่น ๆ ดังนั้น การตรวจจับผู้ติดเชื้อในโรงงานให้ได้อย่างรวดเร็ว โดยดำเนินมาตรการ bubble and seal การทำสถานที่แยกกักและกักกันของโรงงาน และการปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อมและขั้นตอนการทำงานในฝ่ายผลิต จึงมีบทบาทสำคัญในการควบคุมโรคในโรงงานลักษณะนี้ |