|
ความชุกของภาวะพร่องเอนไซม์จีซิกพีดีและปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันโรคไข้มาลาเรียของนักเรียนระดับประถมศึกษาในโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน จังหวัดแม่ฮ่องสอน |
|---|---|
| รหัสดีโอไอ | |
| Creator | นารถลดา ขันธิกุล |
| Title | ความชุกของภาวะพร่องเอนไซม์จีซิกพีดีและปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันโรคไข้มาลาเรียของนักเรียนระดับประถมศึกษาในโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน จังหวัดแม่ฮ่องสอน |
| Contributor | อังคณา แซ่เจ็ง, สาริณี ศรีเทพ, ธัญญาพรรณ เรือนทิพย์, สมชาติ บุญคำมา, มัลลิกา อิ่มวงศ์ |
| Publisher | กองนวัตกรรมและวิจัย กรมควบคุมโรค |
| Publication Year | 2564 |
| Journal Title | วารสารควบคุมโรค |
| Journal Vol. | 47 |
| Journal No. | เพิ่มเติมที่ 2 |
| Page no. | 1228-1241 |
| Keyword | ภาวะพร่องเอนไซม์จีซิกพีดี, การป้องกันไข้มาลาเรีย, โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน |
| URL Website | https://www.tci-thaijo.org/index.php/DCJ |
| Website title | เว็บไซต์วารสารควบคุมโรค |
| ISSN | 2651-1649 |
| Abstract | ภาวะพร่องเอนไซม์ G6PD หากได้รับยารักษาโรคไข้มาลาเรียบางชนิดอาจเกิดอันตรายจากการแตกของเม็ดเลือดแดง การศึกษาเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวางมีวัตถุประสงค์เพื่อหาความชุกของภาวะพร่องเอนไซม์ G6PD และศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมการป้องกันโรคไข้มาลาเรียของนักเรียนระดับประถมศึกษาในโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนจังหวัดแม่ฮ่องสอน กลุ่มตัวอย่างอายุ 7-13 ปี จำนวน 392 คน เก็บข้อมูลโดยแบบสัมภาษณ์และคัดกรองภาวะพร่องเอนไซม์ G6PD โดยการประยุกต์ใช้ชุดตรวจฟลูออเรสเซนต์สปอทเทสร่วมกับการตรวจหาเชื้อมาลาเรีย วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ?2test และ Multiple Logistic Regression ผลการศึกษาพบว่า ความชุกของภาวะพร่องเอนไซม์ G6PD ร้อยละ 10.46 ซึ่งมีความสัมพันธ์กับเพศ ความชุกในเพศชาย ร้อยละ 13.54 เพศหญิง ร้อยละ 7.50 โดยมีความรู้เรื่องภาวะพร่องเอนไซม์ G6PD ที่ต้องแก้ไขร้อยละ 95.15 ความรู้ การรับรู้ และพฤติกรรมการป้องกันโรคไข้มาลาเรียระดับต้องแก้ไข 87.76, 55.61 และ 80.87 ตามลำดับ ปัจจัยด้านการรับรู้โอกาสเสี่ยงของการเป็นโรคไข้มาลาเรีย การรับรู้ประโยชน์ของการรักษาและป้องกันโรคไข้มาลาเรีย การรับรู้เกี่ยวกับโรคไข้มาลาเรียในภาพรวม การดูแลตนเองในภาวะปกติมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันโรคไข้มาลาเรีย (p<0.05) เมื่อควบคุมทั้ง 4 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันโรคไข้มาลาเรียพบว่าปัจจัยด้านการรับรู้ประโยชน์ของการรักษาและวิธีป้องกันโรคสามารถทำนายพฤติกรรมการป้องกันโรคไข้มาลาเรีย ร้อยละ 80.87 (adjusted odds ratio [OR]: 3.07, 95% confidence interval [CI]: 1.69 - 5.56, Psuedo R2 = 80.87) ดังนั้นเด็กที่มีภาวะฯ นี้ ควรแนะนำเพิ่มเติมเพื่อให้รับรู้เกี่ยวกับการหลีกเลี่ยงยา ลดการสัมผัสสารเคมี หรือสิ่งที่ก่อให้เกิดความรุนแรงต่อเม็ดเลือดแดง ดูแลให้ได้รับการรักษาที่เหมาะสมเมื่อเจ็บป่วยด้วยโรคไข้มาลาเรีย เพื่อลดอันตรายจากภาวะเม็ดเลือดแดงแตก และลดโอกาสแพร่ระบาดไข้มาลาเรียในพื้นที่ |