การเปรียบเทียบผลการตอบสนองทางคลินิกและภูมิคุ้มกันระหว่างสูตรยาต้านไวรัสเอดส์ ที่มี Nevirapine และ Efavirenz เป็นยาพื้นฐานของผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ โรงพยาบาลปทุมธานี
รหัสดีโอไอ
Creator วรรณสิทธิ์ เธียระวิบูลย์
Title การเปรียบเทียบผลการตอบสนองทางคลินิกและภูมิคุ้มกันระหว่างสูตรยาต้านไวรัสเอดส์ ที่มี Nevirapine และ Efavirenz เป็นยาพื้นฐานของผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ โรงพยาบาลปทุมธานี
Contributor -
Publisher กองนวัตกรรมและวิจัย กรมควบคุมโรค
Publication Year 2551
Journal Title วารสารควบคุมโรค
Journal Vol. 34
Journal No. 2
Page no. 188-194
Keyword เอชไอวี, ยาต้านไวรัส, การติดเชื้อฉวยโอกาส, โรงพยาบาลปทุมธานี
URL Website https://www.tci-thaijo.org/index.php/DCJ
Website title เว็บไซต์วารสารควบคุมโรค
ISSN 2651-1649
Abstract การศึกษาเปรียบเทียบผลการตอบสนองทางคลินิคและภูมิคุ้มกันระหว่างสูตรยาต้านไวรัสเอดส์ที่มี Nevirapine และ Efavirenz เป็นยาพื้นฐานของผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ โดยหาข้อมูลจากแบบฟอร์มบันทึกข้อมูลของผู้ป่วยที่กินยาต้านไวรัส ของโรงพยาบาลปทุมธานีระหว่าง 1 ธันวาคม พ.ศ.2545 - 31 มกราคม พ.ศ. 2551 โดยผู้ป่วยทั้งหมดเป็นผู้ป่วยใหม่ที่ไม่เคยได้ยาต้านไวรัสมาก่อนกินยาต่อเนื่องเป็นเวลาอย่างน้อย 1 ปี โดยไม่มีการเปลี่ยนสูตรยาพื้นฐาน ผู้ป่วยที่เข้าเกณฑ์การศึกษา 206 คน เป็นผู้ป่วยที่ใช้สูตรยาที่มี Nevirapine เป็นยาพื้นฐาน 165 คน ผู้ป่วยที่ใช้สูตรยาที่มี Efavirenz เป็นยาพื้นฐาน 41 คน ผลการศึกษาพบว่าผลการตอบสนองทางคลินิก และภูมิคุ้มกันระหว่างกลุ่มที่ใช้สูตรยาทั้ง 2 สูตรที่ 1 ปีหลังกินยาไม่มีความแตกต่างกัน โดยน้ำหนักเฉลี่ยก่อนเริ่มกินยา 6 และ 12 เดือนหลังกินยาของกลุ่มที่ใช้สูตรยาที่มี Nevirapine เป็นยาพื้นฐานคือ 53.7 57.6 และ 58.6 กิโลกรัม ตามลำดับ กลุ่มที่ใช้สูตรยาที่มี Efavirenz เป็นยาพื้นฐานคือ 56 61.2 และ 61.3 กิโลกรัมตามลำดับระดับเม็ดเลือดขาว CD4 เฉลี่ยก่อนกินยา 6 และ 12 เดือนหลังกินยาของกลุ่มที่ใช้สูตรยาที่มี Nevirapine เป็นยาพื้นฐานคือ 75.8 192.6 และ 261.5 cell/ml ตามลำดับ กลุ่มที่ใช้สูตรยาที่มี Efavirenz เป็นยาพื้นฐานคือ 44.1 156.4 และ 243.6 cell/ml ตามลำดับ แต่เนื่องจากปัจจัยพื้นฐานก่อนกินยาของผู้ป่วยทั้ง 2 กลุ่มไม่เท่ากัน โดยกลุ่มที่ใช้สูตรยาที่มี Efavirenz เป็นยาพื้นฐานมีความรุนแรงของโรคมากกว่า ระดับเม็ดเลือดขาว CD4 ก่อนเริ่มกินยาต่ำกว่า มีประวัติการติดเชื้อฉวยโอกาสมากกว่าและมีระดับเอ็นไซม์ตับ ALT ที่สูงกว่า ซึ่งเป็นผลจากการคัดเลือกผู้ป่วยให้ได้รับสูตรยาดังกล่าว จึงควรมีการศึกษาที่เป็น Randomized controlled clinical trials ที่มีจำนวนผู้ป่วย และระยะเวลาที่ใช้ดูผลการตอบสนองมากและนานกว่านี้ต่อไปในอนาคต
กองนวัตกรรมและวิจัย กรมควบคุมโรค

บรรณานุกรม

EndNote

APA

Chicago

MLA

ดิจิตอลไฟล์

Digital File
DOI Smart-Search
สวัสดีค่ะ ยินดีให้บริการสอบถาม และสืบค้นข้อมูลตัวระบุวัตถุดิจิทัล (ดีโอไอ) สำนักการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ค่ะ