|
ประสิทธิภาพทางคลินิคของยาต้านไวรัสกลุ่ม Protease Inhibitors ในการรักษาผู้ป่วยเด็กติดเชื้อเอชไอวีที่ล้มเหลวจากการรักษาด้วยยาต้านไวรัสสูตร ReverseTranscriptase Inhibitors ที่สถาบันบำราศนราดูร |
|---|---|
| รหัสดีโอไอ | |
| Creator | จุไร วงศ์สวัสดิ์ |
| Title | ประสิทธิภาพทางคลินิคของยาต้านไวรัสกลุ่ม Protease Inhibitors ในการรักษาผู้ป่วยเด็กติดเชื้อเอชไอวีที่ล้มเหลวจากการรักษาด้วยยาต้านไวรัสสูตร ReverseTranscriptase Inhibitors ที่สถาบันบำราศนราดูร |
| Contributor | รุจนี สุนทรขจิต, นฤภัค บุญฤทธิภัทร์, ดวงมณี สุวรรณมาศ, สุมนมาลย์ อุทยมกุล, สิมากานต์ วรเดชวิญญู, |
| Publisher | กองนวัตกรรมและวิจัย กรมควบคุมโรค |
| Publication Year | 2551 |
| Journal Title | วารสารควบคุมโรค |
| Journal Vol. | 34 |
| Journal No. | 2 |
| Page no. | 161-172 |
| Keyword | ยาต้านไวรัสกลุ่มProtease Inhibitors (PI), ผู้ป่วยเด็กติดเชื้อเอชไอวี |
| URL Website | https://www.tci-thaijo.org/index.php/DCJ |
| Website title | เว็บไซต์วารสารควบคุมโรค |
| ISSN | 2651-1649 |
| Abstract | ผู้ป่วยเด็กติดเชื้อเอช ไอ วี ในประเทศไทยที่ได้รับยาต้านไวรัสสูตร 2 Nucleoside reverse transcriptase inhibitors (NRTI) และ 1 Non Nucleoside reverse transcriptase inhibitors ( NNRTI) ในขณะนี้เริ่มเกิดปัญหาการล้มเหลวจากการรักษา การศึกษานี้เป็นการศึกษาย้อนหลัง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิภาพทางคลินิคของยาต้านไวรัสสูตร Protease Inhibitors (PI) ในการรักษาผู้ป่วยเด็กที่ล้มเหลวจากการรักษาด้วยยาสูตร NRTIs และ NNRTI ที่มารับการรักษาที่สถาบันบำราศนราดูร มีผู้ป่วยที่เข้าเกณฑ์ในการศึกษา 55 ราย อัตราส่วนชาย:หญิงประมาณ 1:1 อายุเฉลี่ยเมื่อเริ่มรับการรักษาด้วยยาต้านไวรัส 3.88 ปี อายุเฉลี่ยเมื่อเริ่มรับยาต้านไวรัสกลุ่ม PI 9.18 ปี ระยะเวลาที่ได้รับยา NRTI และ NNRTI ก่อนเริ่มยา PI เท่ากับ 5.23 และ 2.53 ปีตามลำดับ ค่าเฉลี่ยCD4 , CD4 percentage และ plasma HIV viral load ก่อนเริ่มยา PI เท่ากับ 363.8 cells/mm3 ,12.2% และ 4.8 log10 ตามลำดับ ผลตรวจการดื้อยาก่อนเริ่มยา PI พบว่า ร้อยละ 92 มี M184V/I mutations ร้อยละ 86 มี Thymidine Analogue - associated mutations ( TAMs) โดย ร้อยละ 54 มี TAMs>4 ตำแหน่ง และร้อยละ 83 มีการกลายพันธุ์ของยีนที่ก่อให้เกิดการดื้อยาในกลุ่ม NNRTI ในผู้ป่วย 55 ราย สามารถแบ่งผู้ป่วยได้เป็น 2 กลุ่ม คือกลุ่ม ผู้ป่วยที่ได้รับยา PI 1 ชนิด ( single boosted PI) 21 ราย โดย Indinavir /ritonavir เป็นสูตร PI ที่ใช้มากสุด (ร้อยละ 71) และกลุ่มผู้ป่วยที่ได้รับยา PI 2 ชนิด ( double boosted PI) 34 ราย โดย Indinavir/Lopinavir/ ritonavir เป็นสูตร PI ที่ใช้มากสุด (ร้อยละ 67)เปรียบเทียบผลการรักษาผู้ป่วยกลุ่ม single boosted PI และ double boosted PI พบว่าภายใน 12 เดือนแรก ค่าเฉลี่ย CD4 ที่เพิ่มขึ้น 183 และ 260 cells/mm3 ( p = 0.5) ค่าเฉลี่ย CD4 % ที่เพิ่มขึ้น ร้อยละ 3.9 และ 5.5 ( p= 0.8) ค่าเฉลี่ยของระยะเวลาที่เร็วที่สุดที่เริ่มมีการเพิ่มขึ้นของ CD4 เท่ากับ 5.2 และ 4.7 เดือน ( p = 0.5) ร้อยละของผู้ป่วยที่ปริมาณไวรัส < 50 copies/ml (1.69 log10) เท่ากับ ร้อยละ 50 และ 45 ( p = 0.6) ร้อยละของผู้ป่วยที่ปริมาณไวรัส > 400 copies/ml ( 2.6 log10) เท่ากับ ร้อยละ 16 และ 3 ( p= 0.12) และค่าเฉลี่ยของระยะเวลาที่เร็วที่สุดที่สามารถลดปริมาณไวรัสได้ < 50 copies/ml เท่ากับ 4.5 และ 5.9 เดือน ( p = 0.17)เปรียบเทียบผลการรักษากลุ่ม single boosted PI และ double boosted PI ในระยะยาวภายหลัง 12 เดือนพบว่า ค่าเฉลี่ย CD4 ที่เพิ่มขึ้น 265 และ 722 cells/mm3 ( p = 0.004) ค่าเฉลี่ย CD4 % ที่เพิ่มขึ้น ร้อยละ 15.2 และ 15.3 ( p= 0.97) ค่าเฉลี่ยของระยะเวลานานที่สุดที่มีการเพิ่มขึ้นของ CD4 เท่ากับ 21.1 และ 26.6 เดือน ( p = 0.14) ร้อยละของผู้ป่วยที่ปริมาณไวรัส < 50 copies/ml เท่ากับ ร้อยละ 71 และ 93 ( p = 0.1) ร้อยละของผู้ป่วยที่ปริมาณไวรัส > 400 copies/ml เท่ากับ ร้อยละ 28 และ 0 ( p= 0.1) และค่าเฉลี่ยระยะเวลานานที่สุดที่สามารถลด ปริมาณไวรัสได้ < 50 copies/ml เท่ากับ 26.4 และ 31.4 เดือน ( p = 0.14)จากผลการศึกษาดังกล่าว พบว่ายาสูตร PI มีประสิทธิภาพทางคลินิคที่ดี ในการรักษาผู้ป่วยเด็กที่ล้มเหลวจากการรักษาด้วยยาสูตร NRTIs และ NNRTI อย่างไรก็ตามพบว่าสูตร double boosted PI สามารถกดปริมาณไวรัสได้นานกว่า และค่า CD4 เพิ่มขึ้นมากกว่าสูตร single boosted PI เมื่อติดตามการรักษานานกว่า 12 เดือน |