การไกล่เกลี่ยเชิงรับและรุกในคดีผู้บริโภคประเภทกู้ยืมเงินในประเทศไทย
รหัสดีโอไอ
Creator ไพเนตร ธนาบริบูรณ์
Title การไกล่เกลี่ยเชิงรับและรุกในคดีผู้บริโภคประเภทกู้ยืมเงินในประเทศไทย
Publisher คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา
Publication Year 2567
Journal Title วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา
Journal Vol. 18
Journal No. 2
Page no. 1-29
Keyword การพัฒนากระบวนการ, การระงับข้อพิพาททางเลือก, การไกล่เกลี่ย, คดีผู้บริโภคประเภทกู้ยืมเงิน
URL Website https://so08.tci-thaijo.org/index.php/jhusocbru/
Website title วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา
ISSN 2985-0169
Abstract บทความวิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของดุษฎีนิพนธ์หัวข้อเรื่องการพัฒนากระบวนการไกล่เกลี่ยในคดีผู้บริโภคในไทย: ศึกษาคดีผู้บริโภคประเภทกู้ยืมเงิน ซึ่งมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อศึกษาข้อความคิดเชิงนิติศาสตร์เกี่ยวกับปัญหาการระงับข้อพิพาททางเลือกโดยการไกล่เกลี่ยในคดีผู้บริโภคประเภทการกู้ยืมเงินสินเชื่อส่วนบุคคลไม่มีหลักประกัน (Unsecured Personal Loan) โดยทำการวิเคราะห์ปัญหากฎหมายและผลกระทบจากการปรับใช้กฎหมายและกฎเกณฑ์การไกล่เกลี่ยในคดีผู้บริโภคประเภทนี้ในประเทศไทย เปรียบเทียบกับกฎหมายของสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร และประเทศญี่ปุ่น โดยใช้รูปแบบการศึกษาเชิงคุณภาพผ่านการศึกษาจากเอกสาร ตลอดจนรวบรวมข้อเท็จจริงสถิติ ประสบการณ์และปัญหาจากการปฏิบัติงานของผู้เขียน เพื่อจัดทำแนวทางการพัฒนาระบบการไกล่เกลี่ยในคดีผู้บริโภคประเภทการกู้ยืมเงินแบบไม่มีหลักประกันของประเทศไทย จากการศึกษา พบว่า ปัญหากฎหมายกับการปรับใช้กฎหมายและกฎเกณฑ์การไกล่เกลี่ยคดีประเภทนี้ และระบบการบริหารจัดการการไกล่เกลี่ยส่งผลกระทบต่อการลดปริมาณคดี เนื่องจากคดีประเภทมีลักษณะที่แตกต่างจากคดีผู้บริโภคทั่วไปที่ลูกหนี้ผู้บริโภคเป็นฝ่ายผิดสัญญา ประกอบกับบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 20 ตรี บทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติการคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 มาตรา 10 (1) (1/11) และมาตรา 20 (1) และบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทพ.ศ. 2562 มาตรา 69 (1) รองรับการบริหารจัดการการไกล่เกลี่ยในลักษณะเชิงรับอย่างเป็นทางการ (Passive And Formal Approach) ที่คู่กรณีผู้ประสงค์จะไกล่เกลี่ยจะต้องยื่นคำร้องเพื่อการไกล่เกลี่ย ทำให้ลูกหนี้ผู้บริโภคที่ผิดสัญญาและหลบเลี่ยงการติดตามทวงถามให้ชำระหนี้ย่อมจะไม่ยื่นคำร้องแสดงความประสงค์เพื่อเริ่มการไกล่เกลี่ยหนี้กู้ยืมเงินตามที่เป็นอยู่ ส่งผลให้กลไกการไกล่เกลี่ยไม่สามารถทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพเต็มที่ นอกจากนี้ กฎเกณฑ์และกฎระเบียบเกี่ยวกับคุณสมบัติของผู้ไกล่เกลี่ยตามที่ใช้อยู่และบทบัญญัติว่าด้วยคุณสมบัติคนกลางผู้ประนอมยอมความและคุณสมบัติคนกลางผู้ไกล่เกลี่ยตามหน่วยงานต่าง ๆ กำหนดให้คนกลางมีเพียงประสบการณ์การทำงานที่เป็นประโยชน์ต่อการไกล่เกลี่ยข้อพิพาททั่วไป ทำให้ผู้ทำหน้าที่ไกล่เกลี่ยในคดีประเภทนี้ขาดความเข้าใจเกี่ยวกับลักษณะเฉพาะของหนี้ดังกล่าว ส่งผลกระทบต่อการบริหารจัดการข้อพิพาทและการประเมินค่าเสียหายอย่าง มีประสิทธิภาพในคดีประเภทนี้บทความนี้จึงเสนอให้มี 1) การปรับเปลี่ยนและการพัฒนากฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับการไกล่เกลี่ยจากเดิมที่มีลักษณะเป็นการไกล่เกลี่ยเชิงรับเป็นการไกล่เกลี่ยเชิงรุก (Pre-active/Proactive Approach) โดยยอมรับและเผยแพร่รณรงค์แนวคิดสิทธิมนุษยชน หลักการช่วยเหลือผ่อนปรน (Subsidiary/Debt Forgiveness) ผสมผสานกับแนวคิดการไกล่เกลี่ยเฉลี่ยประโยชน์ (win-win) และแนวคิดพุทธปรัชญา พร้อมทั้งสร้างวิธีคิดวัตถุประสงค์ และแนวคิดการไกล่เกลี่ยใหม่ คือ “การไกล่เกลี่ยเพื่อประชาชน” เพื่อมุ่งแก้ไขปัญหาและลดหนี้สินเพื่อให้ลูกหนี้ผู้บริโภคหลุดพ้นจากหนี้ตามแผนการชำระหนี้โดยเร็ว เพื่อให้พ้นกับดักความยากจนตามหลักการการไกล่เกลี่ยด้วยแนวคิดดังกล่าวรวมทั้งการไกล่เกลี่ยยุติธรรมในตัวเองโดยลดละเลิกความต้องการบางส่วนลงด้วยตนเอง ตามระบบรากฐานโครงสร้างเดิมที่เป็นอยู่ตามวิถีพุทธ เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนต่อไป และ 2) เสนอปรับแก้คุณสมบัติของผู้ไกล่เกลี่ยหรือผู้ประนอมข้อพิพาทตามกฎหมายโดยเพิ่มคุณสมบัติเกี่ยวกับความชำนาญเฉพาะด้านไว้อีกประการหนึ่ง
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา

บรรณานุกรม

EndNote

APA

Chicago

MLA

ดิจิตอลไฟล์

Digital File
DOI Smart-Search
สวัสดีค่ะ ยินดีให้บริการสอบถาม และสืบค้นข้อมูลตัวระบุวัตถุดิจิทัล (ดีโอไอ) สำนักการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ค่ะ