การจัดการไฟป่าเพื่อบรรเทาปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในพื้นที่ป่าพรุควนเคร็ง
รหัสดีโอไอ
Title การจัดการไฟป่าเพื่อบรรเทาปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในพื้นที่ป่าพรุควนเคร็ง
Creator กอบศักดิ์ วันธงไชย
Contributor ประสงค์ สงวนธรรม, สาพิศ ดิลกสัมพันธ์, สาวิตรี การีเวทย์, พรเทพ เหมือนพงษ์, จงรัก วัชรินทร์รัตน์
Publisher คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
Publication Year 2559
Keyword การจัดการไฟป่า, ป่าพรุ, พรุควนเคร็ง, การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ, การปลดปล่อยก๊าซ, การเก็บกักคาร์บอน
Description ปัญหาไฟไหม้ในพื้นที่ป่าพรุควนเคร็งเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและมีแนวโน้มที่จะรุนแรงขึ้นในอนาคตจากสภาพแรงบีบคั้นทางเศรษฐกิจและอิทธิพลของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การจัดการไฟให้มีประสิทธิภาพจำเป็นต้องมีข้อมูลด้านไฟป่าเพื่อประกอบการตัดสินใจ แต่จากการตรวจสอบเอกสารข้อมูลต่างๆ พบว่ายังขาดข้อมูลประกอบการตัดสินใจต่างๆ โดยเฉพาะแหล่งเชื้อเพลิง ลักษณะการกระจายตัวของชั้นพรุ พฤติกรรมไฟที่มีความเชื่อมโยงไปสู่การปลดปล่อยก๊าซต่างๆ ระหว่างกระบวนการเผาไหม้รวมทั้งการสูญเสียแหล่งเก็บกักคาร์บอน ซึ่งการกระจายของเชื้อเพลิง ความหนาของชั้นพรุเป็นตัวแปรสำคัญต่อความยากง่ายในการควบคุมไฟป่าและปริมาณคาร์บอนที่จะสูญเสียออกไปจากพื้นที่ ดังนั้น การศึกษาในครั้งนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่อที่จะศึกษาพฤติกรรมไฟป่า (ลักษณะ การกระจายของเชื้อเพลิง และพฤติกรรมไฟผิวดิน และพฤติกรรมไฟใต้ดิน) การปลดปล่อยก๊าซระหว่างการเกิดไฟไหม้และพลวัตรการเปลี่ยนแปลงของการเก็บกักคาร์บอนภายหลังไฟไหม้ ระดับความลึกของพรุ และนำมาจัดทำให้อยู่ในรูปแบบเชิงแผนที่ระดับความลึกของพรุและความเสี่ยงต่อการเกิดไฟป่า โดยเก็บข้อมูลและทำการทดลองเผาพื้นที่ป่าพรุควนเคร็งจริง โดยได้จำแนกพื้นที่ป่าพรุควนเคร็งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ พื้นที่ป่าในที่ดอน พื้นที่ป่าในที่ลุ่ม และทุ่งหญ้า โดยวางแปลงตัวอย่างเพื่อทดสอบการเผาพื้นที่ ละ 4 แปลง โดยมีขนาดแปลง 30 x 30 เมตร และติดตามการเปลี่ยนแปลงในช่วงปี พ.ศ. 2556-2557 การศึกษาลักษณะของความสัมพันธ์ของพรุกับปัจจัยสิ่งแวดล้อม และการทำแผนที่ความเสี่ยงของไฟป่าพรุควนเคร็งได้วางจุดสำรวจทั่วทั้งพื้นที่เพื่อให้ได้ข้อมูลที่มีความครอบคลุมมากที่สุดผลการศึกษาพบว่าดินพรุในพื้นที่ป่าพรุควนเคร็งมีความลึกโดยเฉลี่ย 0.78 เมตร ซึ่งความลึกสูงสุดของพรุที่วัดได้ 3.10 เมตร โดยที่ปริมาณซากพืชและความสูงของไม้พื้นล่างเป็นปัจจัยที่มีความสัมพันธ์เชิงเส้นตรงกับความลึกของพรุ ดังนี้ ความลึกของพรุ (ม) = 0.436 + 0.19 ปริมาณซากพืช (ตันต่อเฮกแตร์) + 0.236 ความหนาของพืชปกคลุมดิน (ม) แต่อย่างไรก็ตามความสัมพันธ์เชิงเส้นดังกล่าวยังมีความสัมพันธ์ที่ค่อนข้างต่ำ และค่าความลึกที่ประเมินจากสมการมีแนวโน้มสูงกว่าค่าที่วัดจริง เชื้อเพลิงในป่าพรุประกอบด้วยเชื้อเพลิงส่วนที่อยู่เหนือพื้นดิน (เศษซากพืช ไม้พื้นล่าง ใบเสม็ดสดและเปลือกที่ติดอยู่ตามต้น รวมทั้งเศษเปลือกเสม็ดที่ถูกลอกทิ้งไว้ในพื้นที่) โดยป่าเสม็ดที่ดอนมีปริมาณเชื้อเพลิงสูงสุด (3.72 ตันต่อไร่) ส่วนเชื้อเพลิงใต้ดินได้แก่ ดินพรุ มีความหนาแน่นโดยเฉลี่ย 0.23 กรัมต่อลบ.ซม. โดยความหนาแน่นของต้นเสม็ดมีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญยิ่งกับมวลชีวภาพของใบเสม็ดและเศษซากพืช อีกทั้งในบริเวณที่หมู่ไม้ขึ้นหนาแน่นมากพบว่าความสูงของไม้พื้นล่างจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ส่วนพฤติกรรมไฟพบว่าไฟที่เกิดในทุ่งหญ้า (โดยเฉพาะกระจูด) มีอัตราการลามเร็วมาก (4.01 เมตรต่อนาที) ความสูงของเปลวไฟมากที่สุด (3.4 เมตร) ส่งผลให้ไฟมีความรุนแรงสูงสุด (639.32 กิโลวัตต์ต่อเมตร) โดยบางแห่งมีความรุนแรงสูงถึง 1843.9 กิโลวัตต์ต่อเมตร ซึ่งสูงมากเมื่อเปรียบเทียบกับไฟในสังคมพืชอื่นๆ ของประเทศไทย นอกจากนี้แม้พื้นที่มีน้ำขังแต่ไฟก็สามารถติดและลุกลามได้ อีกทั้งลูกไฟจากเปลือกต้นเสม็ดและกระจูดที่ปลิวเป็นสิ่งที่ต้องระวังในระหว่างการเผาเพราะจะมีผลต่อการเกิดไฟลุกลามในพื้นที่อื่นๆ ที่ห่างออกไป เมื่อพิจารณาการเก็บกักคาร์บอนของป่าเสม็ดพรุควนเคร็งพบว่าในป่าที่ดอนมีการเก็บกักคาร์บอนสูงที่สุด (574.33 ตันต่อเฮกแตร์) รองลงมาคือทุ่งหญ้าและป่าในที่ลุ่ม โดยทั้ง 3 บริเวณนี้มีการเก็บกักคาร์บอนในดินมากกว่าร้อยละ 90 ของการเก็บกักคาร์บอนทั้งหมด และพบว่าป่าเสม็ดในที่ดอนมีการกักเก็บคาร์บอนในเชื้อเพลิงมากที่สุด (23.28 ตันต่อเฮกแตร์) จึงมีการสูญเสียคาร์บอนจากการเผาสูงที่สุด (8.81 ตันต่อเฮกแตร์) เมื่อประเมินสมดุลคาร์บอนในสังคมพืชทั้ง 3 แห่ง พบว่าทั้ง 3 แห่งนี้เป็นแหล่งปลดปล่อยคาร์บอน โดยป่าเสม็ดที่ดอนมีการปลดปล่อยคาร์บอนมากที่สุด (169.90 ตันต่อเฮกแตร์ต่อปี) โดยสาเหตุสำคัญมาจากการสูญเสียคาร์บอนจากดินจากกระบวนการ peat oxidation มากกว่าผลกระทบจากไฟ เมื่อชีวมวลถูกเผาไหม้ ปริมาณคาร์บอนในเนื้อชีวมวลจะลดลงเนื่องจากถูกแปรสภาพปลดปล่อยสู่บรรยากาศ จากการประเมินปริมาณคาร์บอนที่แปรสภาพเป็นก๊าซสู่บรรยากาศ (Carbon Released, CReleased) พบว่า มีปริมาณคาร์บอนที่ถูกปลดปล่อยเทียบเท่ากับปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ได้ค่าอยู่ในช่วง 1.03 - 2.10 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์ โดยในพื้นที่ป่าพรุที่ดอนมีปริมาณคาร์บอนปลดปล่อยสู่บรรยากาศสูงที่สุด รองลงมาคือ พื้นที่ทุ่งหญ้า และพื้นที่ป่าพรุที่ลุ่ม ในส่วนของค่าสัมประสิทธิ์การปลดปล่อย (Emission Factor;EF) พบว่าได้ค่า EF- CO2 ค่า EF- CO ค่า EF- BC และค่า EF- PM2.5 อยู่ในช่วง 1,508-1,622 กรัม CO2/กิโลกรัมน้ำหนักแห้งชีวมวล 81-108 กรัม CO/กิโลกรัมน้ำหนักแห้งชีวมวล 1.0-1.3 กรัม BC/กิโลกรัมน้ำหนักแห้งชีวมวล และ14.3-47.6 กรัม PM2.5/กิโลกรัมน้ำหนักแห้งชีวมวล ตามลำดับ ซึ่งค่าใกล้เคียงกับค่า EF ของสารมลพิษที่มีการศึกษาวิจัยในต่างประเทศ แต่ยังมีความแตกต่างและความคลาดเคลื่อนในการประเมินอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในส่วนของฝุ่นขนาดเล็ก และ BC ในส่วนของก๊าซ CH4 ผลการตรวจวัดยังไม่สามารถสรุปได้อย่างชัดเจน เนื่องจากตัวอย่างตรวจวัดส่วนใหญ่มีปริมาณการปลดปล่อยน้อยกว่าที่สามารถวัดได้ ดังนั้นเพื่อสามารถปรับปรุงและตรวจสอบค่า EF ให้เป็นค่าเฉพาะของประเทศไทยตามมาตรฐานสากล จึงควรศึกษาต่อยอดโดยทำการจำลองการเผาในพื้นที่ศึกษาเพิ่มเติม โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีชั้นพรุอยู่ใต้ผิวดินผลการประเมินสิ่งปกคลุมดินชนิด ปริมาณ เชื้อเพลิง และความเสี่ยงต่อไฟป่า โดยใช้ข้อมูลการสำรวจระยะไกล พบว่าบริเวณป่าพรุควนเคร็งที่ศึกษาพบพื้นที่ปกคลุมด้วยไม้เสม็ดขาวร้อยละ 56.25 ของพื้นที่ โดยพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่มีความสมบูรณ์ปานกลาง (ร้อยละ 25.64) และพื้นที่เสื่อมโทรม (ร้อยละ21.05) การจำแนกพื้นที่ความเสี่ยงต่อการเกิดไฟในพรุในพื้นที่วิจัย 3 ระดับ คือระดับความเสี่ยงน้อย ปานกลางและมาก เป็นสัดส่วนrพื้นที่ร้อยละ 3.98, 36.25 และ 49.77 ตามลำดับ เมื่อทดลองย้อนเทียบกับสถิติการเกิดไฟในช่วง ปี พ.ศ 2550 ถึง 2555 ช่วง พบว่า อันดับจุดที่เกิดไฟที่พบในแต่ละระดับความเสี่ยง คือ ระดับปานกลาง 236 ครั้ง ระดับมากถึงเสี่ยงมากที่สุด 218 ครั้ง และระดับเสี่ยงน้อยถึงน้อยที่สุด 22 ครั้ง จุดเกิดไฟพบบริเวณขอบ เขตรอยต่อกับพื้นที่เกษตรกรรม มีสาเหตุมาจากการจุดไฟเผาพื้นที่ โดยตั้งใจเพื่อบุกเบิกพื้นที่เพื่อการเกษตรกรรมและการเลี้ยงสัตว์ผลการศึกษาที่ได้เหล่านี้ถูกนำมาวิเคราะห์ สังเคราะห์ร่วมกับข้อมูลอื่นๆ และได้ทำเป็นบทวิเคราะห์และแนวทางในการบริหารจัดการไฟในพื้นที่ป่าพรุควนเคร็ง แต่อย่างไรก็ตามควรจะต้องมีการตรวจสอบติดตามว่าผลจากไฟไหม้จะมีผลระยะยาวต่อพื้นที่แห่งนี้อย่างไร รวมทั้งหากมีการเกิดไฟไหม้ซ้ำในพื้นที่เดิมไฟจะมีลักษณะอย่างไร ลักษณะของการเก็บกักสูญเสียคาร์บอนและความเสียหายต่อระบบนิเวศจะเป็นเช่นไร นอกจากนี้ ลักษณะของไฟที่เกิดขึ้นในปีที่แห้งแล้งมากๆ จะมีความแตกต่างออกไปทั้งในลักษณะของพฤติกรรมและผลกระทบที่เกิดขึ้น ซึ่งนักจัดการไฟป่าควรจะต้องทราบเพื่อเตรียมพร้อมรับมือได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้นจึงควรมีการศึกษาในสภาพอากาศที่แห้งแล้งจัดในปีต่อๆ ไป ด้วย
Format PICTURE
URL Website https://explore.nrct.go.th/search_detail/result/1728
Date and time 2559
Website title ห้องสมุดงานวิจัยสำหรับสาธารณะ (Extraordinary SimplPublic Library of Research Result : EXPLORE)
National Research Council of Thailand

บรรณานุกรม

EndNote

APA

Chicago

MLA

ดิจิตอลไฟล์

Digital File #1
Digital File #2
Digital File #3
Digital File #4
Digital File #5
DOI Smart-Search
สวัสดีค่ะ ยินดีให้บริการสอบถาม และสืบค้นข้อมูลตัวระบุวัตถุดิจิทัล (ดีโอไอ) สำนักการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ค่ะ